ข้อมูลการประกอบอาชีพ

ข้อมูลการประกอบอาชีพ

ประชาชนในเขตชุมชนแขวงวัดกัลยาณ์มีการประกอบอาชีพที่หลากหลาย ได้แก่ รับราชการ พนักงานบริษัท การค้าขาย การประกอบอาชีพรับจ้าง ทั้งนี้มีประชาชนบางส่วนที่มีการผลิตสินค้าประจำชุมชนเพื่อจำหน่าย โดยแหล่งจำหน่ายหลัก ๆ ที่พบ เป็นการจำหน่ายภายในร้านค้าในชุมชน ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ชุมชนหลักที่พบ ได้แก่

อาชีพการทาขนมฝรั่งกุฎีจีน

ผลิตภัณฑ์ขนมฝรั่งกุฎีจีน

ขนมฝรั่งกุฎีจีน คือผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อเมื่อเอ่ยถึงชุมชนวัดกัลยาณ์ หรือชุมชนกุฎีจีน ขนมฝรั่งกุฎีจีนได้รับการบอกเล่าเป็นที่แน่นอนว่า เคยมีชาวโปรตุเกสพานักอยู่ในบริเวณกุฎีจีนมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี และสืบเชื้อสายมาจนปัจจุบันชาวกุฎีจีนมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย สาหรับ แม่บ้านก็หารายได้เล็กน้อย จากการทาอาหารและขนมขาย เพราะมีฝีมือ และได้รับการถ่ายทอดวิธีปรุงอาหารหลายชนิดที่แปลกไปจากท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ขนมฝรั่ง มีผู้ประกอบการทาขนมฝรั่งกุฎีจีน ที่ยังคงสืบทอดวิธีการทาขนมในแบบโบราณดั้งเดิมหลงเหลืออยู่ เช่น ขนมฝรั่งบ้านแม่เป้า ร้านป้าอาพรรณ และร้านธนูสิงห์

กรรมวิธี ในการทาขนมฝรั่งกุฎีจีน โดยการตีไข่กับน้าตาลให้ขึ้นฟู นามาผสมแป้งสาลี ไม่ใส่สี ไม่ใส่สารกันบูด จากนั้นนามาหยอดใส่พิมพ์ แล้วอบด้วยเตาอบแบบโบราณ เตาอบโบราณนี้ไม่มีขายทั่วไปตามท้องตลาด ผู้ทาขนมจะเป็นผู้ก่อเตาเอง การอบด้วยเตานี้จะทาให้ขนมมีลักษณะกรอบนอกนุ่มในและทาให้ขนมมีความหอม

ในปัจจุบันมีชาวบ้านที่สืบทอดภูมิปัญญาการทาขนมฝรั่งกุฎีจีนหลักๆ 3 ราย ได้แก่

ร้านหลานย่าเป้า เป็นร้านขนมฝรั่งกุฎีจีนร้านดังของชุมชน โดยย่าเป้าเป็นชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสที่สืบสานการทาขนมฝรั่งกุฎีจีนด้วยวิธีการอบในแบบดั้งเดิม ได้นารูปมุมมองด้านบนของขนมฝรั่งร้านหลานย่าเป้า ที่มีรอยหยักของพิมพ์ขนมคมชัดเป็นเอกลักษณ์ของร้านมาออกแบบเป็นตราสัญลักษณ์

ร้านป้าอาพรรณ ร้านขนมฝรั่งกุฎีจีนเจ้าดังอีกเจ้าของชุมชน โดยป้าอาพรรณ นิ่มเชียง เจ้าของบ้านแหล่งรวมขนมหลากหลายชนิดที่เป็นอัตลักษณ์ในวัฒนธรรมโปรตุเกสของชาวกุฎีจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ร้านธนูสิงห์ ร้านขนมฝรั่งกุฎีจีนชื่อดังของชุมชน ร้านธนูสิงห์ผลิตขนมฝรั่งกุฎีจีนโดยปรับใช้กระบวนการสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการผลิต ได้ใช้รูปทรงของขนมฝรั่งกุฎีจีนตามรูปแบบของร้านธนูสิงห์มาเป็นตราสัญลักษณ์

ผลิตภัณฑ์ : หมูกระดาษออมสินบ้านหมูกระดาษ

หมูกระดาษออมสิน “กระปุกออมสินทามือ ตัวแทนของการประหยัดอดออม เสริมความมั่งคั่ง” กระปุกรูปหมูสีแดง ซึ่งหมูกระดาษนี้ มีอายุเกินกว่าร้อยปี ประวัติแรกเริ่มของหมูกระดาษเกิดขึ้นจากการทำเป็นที่ระลึกถึงหมูที่เคยมีอยู่มากในวัดประยูรฯ โดยมีคุณพ่อของป้าน้อย ผู้ที่เติบโตมาในชุมชนวัดประยูรฯ ได้นำความสามารถทางด้านศิลปะบวกกับความสร้างสรรค์มาประดิษฐ์หมูกระดาษตัวแรกขึ้นมา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของหมูวัดประยูรฯ ที่เคยอยู่ในพื้นที่นี้

ในวันหนึ่งคนจีนได้สะดุดตาเจ้าหมูกระดาษสีแดง เนื่องจากหมูถือเป็นของนำโชคของชาวจีน บวกกับสีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของธาตุไฟ ซึ่งหมายถึงความเจริญรุ่งโรจน์ หลังจากนั้นหมูกระดาษสีแดงก็กลายเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก

ป้าน้อย มีชื่อว่า ธนธรณ์ ธงน้อย ทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านหมูกระดาษ ได้ถ่ายทอดการทำหมูกระดาษด้วยวิธีการเรียนจากการลงมือทำและฝึกการเป็นคนช่างสังเกต โดยในยุคแรกหมูกระดาษจะมีลักษณะคล้าย
หมูตัวจริงคือ จมูกยาว ตัวผอม ตาเล็กเรียว ต่อมาเหมือนป้าน้อยได้หยิบมาดัดแปลงเรื่องรูปทรงและลวดลายให้เข้ากับยุคสมัย โดยเพิ่มสัดส่วนให้หมูดูสมบูรณ์อ้วนท้วนขึ้น เพิ่มลวดลายให้มีความสดใส น่าสนใจ ลักษณะเด่นของ “หมูกระดาษจะเป็นหมูแบบปิด คือมีแค่รูหยอดเงิน แต่ไม่มีรูเอาเงินออก เพราะต้องการทำให้รู้ว่าเป็นหมูที่เก็บเงินได้ ถ้าจะเอาเงินออกต้องผ่า ในสมัยก่อนกระปุกหมูมีราคาแพง ดังนั้นคนที่ซื้อไปจะเสียดาย ส่วนใหญ่ก็จะเก็บเงินให้เต็มกระปุกก่อนแล้วค่อยผ่าออก”

การปั้นหมู 1 ตัว จะต้องใช้ระยะเวลาในการทำประมาณ 5 วันกว่าจะเสร็จสิ้นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งในแต่ละขั้นตอนจะมีความยากของการทำคือ ทุกอย่างต้องโดนแดด ถึงจะทำให้แข็งแรง และเป็นการฆ่าเชื้อไปในตัวด้วย ฉะนั้นในช่วงฤดูฝน การทำงานจะเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากปริมาณความชื้นและจำนวนชั่วโมงของแดดที่น้อยกว่าฤดูอื่นๆ วิธีทำหมูกระดาษมีขั้นตอนดังนี้

1. นำกระดาษหนังสือพิมพ์มาฉีกเป็นชิ้นขนาดพอประมาณชุบน้ำ แล้วนำมาแปะที่ผนังด้านในของหุ่นตัวหมูครึ่งซีกจานวน 2 ซีก จากนั้นฉีกกระดาษหนังสือพิมพ์ทำกาวมาซ้อนทับกันหลายๆ ชั้น จนได้ความหนาที่พอเหมาะกับขนาดของหุ่นตัวหมู (ประมาณ 5-20 ชั้น) แล้วปล่อยให้แห้งหรือตากแดด

2. ลอกตัวหมูออกจากตัวหุ่น ทั้ง 2 ซีก แล้วนำมาประกบกันแล้วเอากระดาษห่อปกหนังสือซึ่งมีความเหนียว หรือ กระดาษห่อโรตีทากาวมาปิดทับรอบตัวหมูรวมทั้งตะเข็บรอยต่อของซีกตัวหมูทั้ง 2 ให้ดูราบเรียบ

3. ทาสีตัวหมูการจะทำตัวหมูกระดาษให้ใหญ่เล็กขึ้นอยู่กับตัวหุ่นซึ่งมีอยู่หลายขนาด

ป้าน้อย เจ้าของผลิตภัณฑ์หมูกระดาษ

หมูกระดาษ

หมูกระดาษ

หมูกระดาษ

ขนมเบื้องญวน

ขนมเบื้องญวน (บั๊ญแส่ว)

บั๊ญแส่ว (เวียดนาม: bánh xèo) หรือที่เรียกกันในประเทศไทยว่า ขนมเบื้องญวน เป็นอาหารเวียดนามลักษณะคล้ายแพนเค้กที่ทาจากแป้งข้าวเจ้า น้า และผงขมิ้นหรือกะทิ ยัดไส้ด้วยมันหมู กุ้ง และถั่วงอกแล้วนามาทอดในกระทะ ตามธรรมเนียม บั๊ญแส่วจะห่อด้วยใบมัสตาร์ด ใบผักกาด หอม และยัดด้วยใบสะระแหน่ ใบโหระพา หรือสมุนไพรอื่น ๆ แล้วจิ้มด้วยเนื้อกเจิ๊ม (น้าปลาของเวียดนามที่มีส่วนผสมของน้าและมะนาว) ในภาคกลางจะรับประทานบั๊ญแส่วกับซอสเตือง ซึ่งประกอบด้วยตับ ซอสฮอยซิน และกระเทียม บั๊ญแส่วในภาคใต้จะมีขนาดใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ในภาคกลาง บั๊ญแส่วในภาคใต้จะมีชื่อเรียก ว่า “บั๊ญคว้าย” (bánh khoái) หรือไข่เจียวยัดไส้

ซึ่งทุกวันนี้ได้เป็นหนึ่งในอาหารที่คนรู้จักกันดีจากภาคกลาง ทาด้วยแป้งข้าวเจ้าและเพิ่มรสชาติด้วยกับผงขมิ้นแล้วนาไปทอดในกระทะจนกรอบ บั๊ญคว้ายจะยัดไส้ด้วยหมูสับ ไข่ กุ้ง ถั่วงอก ถั่วเขียวบดแล้วก็พับ เวลาจะรับประทานให้ใช้ตะเกียบแยกเป็นชิ้น ๆ และนามาห่อด้วยผักสมุนไพรสดแล้วจุ่มลงในซอสเตือง ซึ่งประกอบด้วยตับ ซอสฮอยซิน และกระเทียม ส่วนผักสมุนไพรสดต่าง ๆ จะช่วยลดความมันในอาหารทอด ในอาหารกัมพูชาจะมีจานที่คล้ายบั๊ญแส่ว เรียกว่า “บัญจาว” (banh chao)

การประกอบการพาณิชย์

อาชีพที่พบมากในชุมชนคือการประกอบอาชีพค้าขาย ลักษณะการค้าขายเป็นร้านค้าขนาดเล็กในบ้านเรือน โดยผลิตภัณฑ์ที่จาหน่ายเป็นของใช้จาเป็นในครัวเรือน อาหาร ขนม โดยร้านค้าหลักที่พบ ได้แก่

ร้านขนมฝรั่งกุฏีจีนที่ตั้งขายภายในชุมชน

รูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ใช้บรรจุขนมฝรั่งกุฎีจีน

ร้านค้าจำหน่ายขนมฝรั่งกุฎีจีนภายในชุมชน

ชุมชนแขวงวัดกัลยาณ์ในปัจจุบันมีร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน ได้แก่ ขนมฝรั่งกุฎีจีน ทั้งนี้เป็นร้านขนาดเล็กที่มีการผลิตและส่งจำหน่ายในร้านค้าบริเวณชุมชน ได้แก่

ร้านหลานย่าเป้า เป็นร้านขนมฝรั่งกุฎีจีนร้านดังของชุมชน โดยย่าเป้าเป็นชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสที่สืบสานการทำขนมฝรั่งกุฎีจีนด้วยวิธีการอบในแบบดั้งเดิม ได้นำรูปมุมมองด้านบนของขนมฝรั่งร้านหลานย่าเป้า ที่มีรอยหยักของพิมพ์ขนมคมชัดเป็นเอกลักษณ์ของร้านมาออกแบบเป็นตราสัญลักษณ์

ร้านป้าอาพรรณ ร้านขนมฝรั่งกุฎีจีนเจ้าดังอีกเจ้าของชุมชน โดยป้าอาพรรณ นิ่มเชียง เจ้าของบ้านแหล่งรวมขนมหลากหลายชนิดที่เป็นอัตลักษณ์ในวัฒนธรรมโปรตุเกสของชาวกุฎีจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ร้านธนูสิงห์ ร้านขนมฝรั่งกุฎีจีนชื่อดังของชุมชน ร้านธนูสิงห์ผลิตขนมฝรั่งกุฎีจีนโดยปรับใช้กระบวนการสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการผลิต ได้ใช้รูปทรงของขนมฝรั่งกุฎีจีนตามรูปแบบของร้านธนูสิงห์มาเป็นตราสัญลักษณ์

ทั้งนี้จะพบว่าลักษณะของบรรจุภัณฑ์ขนมฝรั่งกุฎีจีน ยังคงเป็นการนำขนมมาบรรจุในถุงพลาสติกธรรมดาและติดตราสินค้า

ร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชน ได้แก่

เรือนจันทนภาพ เป็นเรือนไทยเครื่องสับทรงจั่วจอมแหอายุกว่า 100 ปี กรอบหน้าบันเป็นลายอาทิตย์อุทัย หย่องหน้าต่างแกะสลักเป็นลวดลายพุดตานเครือเถา เรือนประดับตกแต่งเรือนด้วยเอกลักษณ์ของคาทอลิก นำลักษณะเฉพาะของหน้าบันมาประยุกต์เป็นตราสัญลักษณ์

เรือนขนมปังขิง เป็นเรือนไม้ฉลุลวดลายแบบขนมปังขิงที่ได้รับความนิยมจากอังกฤษมาสู่สยามในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง เรือนหลังนี้เป็นมรดกตกทอดของตระกูลวินเซอร์ เจ้าของ “ห้างวินเซอร์ (ห้างสี่ตา)” ที่ได้มาตั้งรกรากอยูที่ชุมชนกุฎีจีน จึงได้นาลวดลายฉลุมาดัดแปลงให้เรียบง่ายเพื่อใช้เป็นตราสัญลักษณ์

ทั้งนี้ในการพัฒนาชุมชนได้มีนักออกแบบอุตสาหกรรมได้เข้ามาช่วยเหลือ ภายใต้แนวคิดการมีส่วนร่วมจากชุมชน ในการออกแบบตราสินค้าอัฒลักณ์ของชุมชน เพื่อช่วยส่งเสริมจุดเด่นของแต่ละชุมชนให้ชัดเจนมากขึ้น ภายใต้โครงการออกแบบอุตสาหกรรมเพื่อชุมชน: กรณีศึกษาการออกแบบเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนกุฎีจีนได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) ภายใต้กิจกรรมศิลป์ในซอยของปีพุทธศักราช 2556 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมส่งเสริมกิจกรรมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่มีความยั่งยืน ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน (ศรันยา เสี่ยงอารมณ์, มปป. : 141-145) โดยมีตัวอย่างของตราสินค้า ดังภาพปรากฎ

ตัวอย่างตราสินค้าที่ได้รับการช่วยเหลือพัฒนาจากหน่วยงานภายนอก

ร้านขายของชำภายในชุมชนและร้านกาแฟโบราณเตาถ่าน

ร้านขายอาหารตามสั่งและร้านขายขนมในบริเวณชุมชน

ร้านค้าจำหน่ายอาหารและของชำทั่วไปภายในชุมชน

ในชุมชนมีร้านค้าขายของชำ เป็นร้านค้าเล็กๆ ขายทั้งของใช้ในครัวเรือนทั่วไป และร้านขายอาหารตามสั่ง เครื่องดื่ม เปิดขายในบริเวณบ้านเรือนทั่วไป ไม่เลยพื้นที่สาธารณะออกมาด้านนอก

รวมทั้งในบริเวณชุมชนจะมีร้านขายอาหารขนาดเล็ก ประเภทอาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว และร้านขนม กระจายอยู่โดยทั่วไป ที่มีประชาชนมาใช้บริการและมานั่งพักผ่อนหลังจากเสร็จจากการเดินท่องเที่ยวภายในชุมชน

ตลาดประจำชุมชน

ชุมชนวัดกัลยาณ์มีตลาดนกกระจอก เป็นตลาดสดขนาดเล็กตั้งอยู่ในชุมชนชุมชน มีการซื้อขายสินค้าให้แก่คนในชุมชนและคนในบริเวณใกล้เคียง เปิดในช่วงเช้ามืดประมาณ 05.00-10.00 น. โดยสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าประเภทอาหารสด พืชผัก ผลไม้ เสื้อผ้าและของใช้ในครัวเรือน ตลาดตั้งอยู่ในชุมชนบริเวณใกล้โรงเรียนซางตาครูส เนื่องจากตั้งอยู่ในบริเวณชุมชนและโรงเรียน ตลาดมีพื้นที่ค่อนข้างคับแคบ แต่มีความคึกคัก

ตลาดนกกระจอกประจำชุมชน

ศูนย์การค้าบิ้กซี

ศูนย์การค้า

ชุมชนแขวงวัดกัลยาณ์ เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ติดกับถนนหลัก ได้แก่ถนนอิสรภาพและถนนประชาธิปก โดยมีศูนย์การค้าบิ้กซี ตั้งอยู่ในเขตชุมชนบุปผาราม บริเวณติดถนนอิสระภาพ

สถานบริการภายในชุมชนแขวงวัดกัลยาณ์

แขวงชุมชนวัดกัลยาณ์ มีร้านอาหารภายในชุมชน ดังนี้

ร้านอาหารบ้านสกุลทอง

ร้านอาหารบ้านสกุลทอง

บ้านสกุลทองเป็นร้านบ้านไม้หลังเล็กๆ ที่อยู่อาศัยกันมานานกว่าห้ารุ่นได้รับการปรับปรุงให้คงเอกลักษณ์ดั้งเดิม และเปิดเป็นร้านอาหารและของหวานชาววังสารับโปรตุเกสอันเป็นสูตรอาหารของบรรพบุรุษ และให้บริการเมนูอาหารหายาก อาหารกินเล่น เช่น จีบตัวนกและช่อม่วง เมนูหากินยากที่ทาจากแป้งสาลี แป้งข้าวเจ้า แป้งมัน แป้งข้าวเหนียว และแป้งท้าวยายม่อม นำมายัดไส้ แล้วปั้นเป็นรูปทรงต่าง ๆ ก่อนนำไปนึ่ง

ส่วนเมนูจานหลักที่ขึ้นชื่อและเป็นเอกลักษณ์ของร้านคือ ขนมจีนโปรตุเกส เมนูที่ได้รับการดัดแปลงจากสปาเกตตี้ไวท์ซอส ที่คนไทยเชื้อสายโปรตุเกสเปลี่ยนมาเสิร์ฟขนมจีนกับพริกแกงแดงและกะทิ เติมด้วยไก่สับ เลือดและเครื่องในไก่

ร้านฮาโลนมสด

เป็นร้านอาหารและจำหน่ายเครื่องดื่มขนาดเล็ก ตั้งอยู่ที่หน้าโบถ์สซางตาครู้สติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา อาหารที่ขึ้นชื่อได้แก่ ขนมจีนแกงไก่คั่ว (สูตรโบราณ)

ร้านฮาโลนมสด

ท่าเรือชุมชน

เนื่องจากชุมชนแขวงวัดกัลยาณ์ เป็นชุมชนมีที่ตั้งติดแม่น้าเจ้าพระยาด้านทิศเหนือ และติดกับคลองบางกอกใหญ่ทิศตะวันตก ทาให้ชุมชนแขวงวัดกัลยาณ์มีท่าเรือ จานวน 4 แห่ง ได้แก่
1. ท่าเรือวัดกัลยณาณมิตร(ข้ามฟากเจ้าพระยา)
2. ท่าเรือยนต์วัดกัลยาณมิตร
3. ท่าเรือหลังชุมชนโรงคราม
4. ท่าเทียบเรือบริเวณหน้าวัดซางตาครู้ส

ท่าเรือวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร

ท่าเรือวัดกัลยาณมิตร (ข้ามฟากเจ้าพระยา)

ท่าเรือวัดกัลยาณมิตร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตัดกันระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับคลองบางกอกใหญ่ ซึ่งมีเรือสัญจรไปมาและมีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก แต่ยังไม่ได้รับการพัฒนา บริเวณท่าเรือมีที่ให้บริการอาหารนก อาหารปลา สามารถนั่งเรือข้ามฟากจากท่าเรือปากคลองตลาดหรือท่าราชินีข้ามมาวัดกัลยาณมิตรได้ ค่าบริการ 3 บาท ผู้โดยสารมักเป็นคนในชุมชนวัดกัลยาณ์ และชุมชนกุฎีจีน เพื่อข้ามไปซื้อสินค้าที่ปากคลองตลาด ตลอดจนนักเรียน นักศึกษาที่ข้ามฝากมาเรียนในฝั่งธนบุรีเป็นหลัก

ท่าเรือยนต์วัดกัลยาณมิตร

ท่าเรือยนต์วัดกัลยาณมิตร หรือท่าเรือราชินีคลองบางกอกใหญ่ ให้บริการนักท่องเที่ยวและชาวบ้านทั่วไป ให้ความสะดวกสบาย และสร้างรายได้ให้ชุมชน มีเรือยนต์หางยาว แล่นจากท่าเรือราชินีไปตามคลองบางกอกใหญ่ จนถึงปากน้ำเขตภาษีเจริญ ซึ่งผู้โดยสารส่วนใหญ่มากเป็นข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา และคนทั่วไปที่อยู่บริเวณท้ายคลองบางกอกใหญ่

ท่าเรือยนต์วัดกัลยาณ์

ท่าเรือหลังชุมชนโรงคราม

ท่าเรือหลังชุมชนโรงคราม

ท่าเรือหลังชุมชนโรงคราม ปัจจุบันมีเรือท่องเที่ยวเข้ามาบ้างไม่มาก แต่ก่อนจะเยอะกว่าทั้งเรือสินค้าก็เยอะ เดิมทีสมัยก่อนเป็นท่าหิน ถัดไปทางขวามือคือบ้านแม่พลอยสี่แผ่นดินเก่า หรือที่แต่ก่อนเรียกว่าคลองบางหลวง

ท่าเทียบเรือหน้าวัดซางตาครูส

ท่าเทียบเรือแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดซางตาครูส บริการให้เรือโดยสารหรือเรือท่องเที่ยวสามารถเทียบท่าได้

ท่าเทียบเรือหน้าวัดซางตาครู้ส

พิพิธภัณฑ์ประจำชุมชนแขวงวัดกัลยาณ์

แขวงวัดกัลยาณ์ มีพิพิธภัณฑ์ประจำชุมชน จำนวน 2 แห่ง ได้แก่
1. พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน
2. พิพิธภัณฑ์พระประยูรภัณฑาคาร

พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน

พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีนตั้งอยู่บริเวณท้ายซอยหลักของชุมชนกุฎีจีนเป็นที่ตั้งของบ้านไม้ที่ได้รับการบูรณะใหม่ให้ดูขาวสะอาดตา ตกแต่งด้วยพื้นลายกระเบื้องสไตล์อาซูเลโฆส โดยพิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีนจัดทำขึ้นโดยเอกชนที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวกุฎีจีนสืบทอดมาตั้งแต่ดั้งเดิม ไม่ได้เก็บเงินค่าเข้าชมสถานที่ ด้านล่างพิพิธภัณฑ์ของเปิดชั้นล่างเป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มพร้อมขนมปังสัพพแหยกที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารโปรตุเกสซึ่งทำจากหมูสับใส่มันฝรั่งและพริกสด

ภายในบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของราชอาณาจักรสยามและโปรตุเกสตั้งแต่สมัยพระเจ้ามานูเอลที่ 1 ทรงส่งเรือมาเยือนประเทศในทวีปเอเชีย พร้อมนำวิทยาการสมัยใหม่อย่างการทหาร การแพทย์ การสร้างป้อม เรื่อยไปจนถึงการรวบรวมเรื่องรางของขนมไทยที่ได้แรงบันดาลใจมาจากโปรตุเกสของท้าวทองกีบม้า นอกจากนี้ทางพิพิธภัณฑ์ยังได้รวบรวมข้าวของเครื่องใช้และรูปภาพของคนกลุ่มแรกๆ ที่เข้ามาอาศัยในชุมชน พิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมความเป็นมาอันเก่าแก่ของชุมชนชาวสยาม-โปรตุเกส ตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงปัจจุบันและเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษา ศาสนา และรากเหง้าของชาวชุมชนกุฎีจีน โดยสร้างจากทุนส่วนตัว เปิดให้เข้าชมฟรี เวลา 9.30 -18.00น.(พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน, 2560)

พิพิธภัณฑ์บ้านกุฏีจีน

ภายในพิพิธภัณฑ์แสดงข้าวของเครื่องใช้ในอดีต

ภายในพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์พระประยูรภัณฑาคาร

พิพิธภัณฑ์พระประยูรภัณฑาคาร เป็นอาคารชั้นเดียวสถาปัตยกรรมแบบยุโรปผสมผสานองค์ประกอบแบบจีน เช่น กระเบื้องมุงหลังคาและสิงโตหิน ช่องแสงเหนือขอบหน้าต่างเป็นกระจกสีโดยศาลาสร้างต่อจากมุขด้านพระบรมธาตุมหาเจดีย์โดยเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค ) ในปี พ. ศ. 2428 เพื่ออุทิศให้แก่ท่านลูกอินผู้มารดาและสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ผู้บิดาเดิมใช้เป็นที่ศึกษาพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณร และจารึกนามศาลานั้นว่า “พรินทรปริยัติธรรมศาลา” ปัจจุบันยังมีจารึกอยู่ที่ประตูทางเข้าภายในศาลา เป็นโคลง ๔ บท โคลงบทแรกว่าดังนี้

พรินทร์ต้นต่อสร้อย สมญา
ปริยัติธรรมศาลา เพิ่มพร้อง
คือเป็นที่ศึกษา ส่วนพุทธพจน์แฮ
ภิกษุสามเณรซร้อง ทั่วหน้ามาเรียน

พิพิธภัณฑ์พระประยูรภัณฑาคาร

พิพิธภัณฑ์พระประยูรภัณฑาคาร

โบราณวัตถุที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์