ข้อมูลภูมิปัญญาชุมชนแขวงวัดกัลยาณ์

ข้อมูลภูมิปัญญาชุมชนแขวงวัดกัลยาณ์

เอกลักษณ์สำคัญของชุมชนแขวงวัดกัลยาณ์ คือ การผสานศาสนา และความเชื่อ เข้ากับการดำเนินชีวิต และสะท้อนภูมิปัญญาออกมาผ่านทางผลงานหรือผลิตภัณฑ์ในชุมชน ตามพื้นฐานภูมิปัญญา 3 ศาสนา 4 ความเชื่อ

ชุมชน 3 ศาสนา 4 ความเชื่อ

ย่านกุฎีจีน หรือกะดีจีน เป็นย่านประวัติศาสตร์ที่มีความเก่าแก่แห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ในบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย ชุมชนเล็ก ๆ 6 ชุมชน คือ ชุมชนวัดกัลยาณ์ ชุมชนกุฎีจีน ชุมชนวัดประยูรวงศ์ ชุมชนบุปผาราม ชุมชนกุฎีขาว และชุมชนโรงคราม มีความหลากหลายทางมรดกวัฒนธรรมของ 3 ศาสนา 4 ความเชื่อ อันประกอบด้วย พุทธเถรวาท พุทธมหายาน คริสต์ และมุสลิม คาว่า “กะดี”มีการพูดหรือเขียนหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะ “กะดี” หรือ “กุฎี”ซึ่งให้ความหมายหลากหลายแตกต่าง

ชุมชนแห่งนี้นับเป็นแหล่งวัฒนธรรม แหล่งเรียนรู้ และแหล่งรายได้ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่ง เพราะชุมชนแห่งนี้ และบริเวณใกล้เคียง เป็นชุมชนที่ประกอบด้วยชนหลายชาติหลายภาษาเข้ามาตั้งรกราก เช่น ชุมชนชาวจีน ฝรั่งเชื้อชาติโปรตุเกส มุสลิม ลาว และมอญ เป็นต้น นอกจากนี้ยังปรากฏว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นสถานที่ตั้งของบ้านขุนนางเก่าสายสกุลบุญนาค และยังมีแหล่งวัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งมีการสืบทอดและถ่ายทอดความรู้ทางวัฒนธรรมจากอดีตจนถึงปัจจุบันพื้นที่บริเวณย่านกุฎีจีนเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง ทั้งทางด้านกลุ่มชาติพันธ์ ได้แก่ ไทย โปรตุเกส จีน วิถีชีวิต ความเชื่อ และประเพณี เป็นสถานที่ที่มีการกลมกลืนของผู้คนหลายเชื้อชาติหลายศาสนามาอยู่รวมกันเป็นชุมชนขนาดใหญ่

คนในชุมชนมีการช่วยเหลือกันเกื้อกูลกันตลอดแม้แต่เรื่องการเมืองก็ไม่มีการแบ่งแยก ชาวชุมชนจะเคารพในสิทธิส่วนบุคคลในการนับถือศาสนา และการดำเนินชีวิตตามวิถีศาสนาของแต่ละคน และไม่ให้ความแตกต่างเรื่องศาสนาหรือเชื้อชาติเป็นตัวทำลายมิตรภาพ เพราะการอยู่ร่วมกันหลายศาสนาไม่ใช่ปัญหาของชุมชนนี้ ทุกคนเป็นเพื่อนกันเป็นครอบครัวเดียวกัน และมองว่าความแตกต่างทางศาสนาไม่ใช่ความแตกแยก

ชุมชนมีสถานที่สำคัญทางศาสนาตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน คือ มีวัด โบสถ์ มัสยิด และศาลเจ้าอยู่ร่วมกันมาประสานกลมกลืนเป็นสังคมที่พึ่งพาอาศัยกันและทำกิจกรรมร่วมกันทำ และมีการจัดกิจกรรมของแต่ละศาสนา รวมทั้งสามารถดำเนินงานร่วมกันได้อย่างลงตัว อาทิ การจัดงานลอยกระทง วันคริสตมาส งานอิสลาม วันตรุษจีน

ภูมิปัญญาสาขาหัตกรรมและผลิตภัณฑ์ชุมชน

พื้นฐานด้านภูมิปัญญาของชุมชนวัดกัลยาณ์ มีภูมิปัญญาหลักสอดคล้องกับการดำรงชีวิต ศาสนา ความเชื่อ ทั้งนี้พบว่า มีภูมิปัญญาด้านผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น ได้แก่ ขนมตระกูลฝรั่ง เช่นขนมฝรั่งกุฎีจีน ขนมตรุสฝรั่ง ที่ได้รับการสืบทอดมาจากเชื่อสายโปรตุเกส ยังคงมีการผลิตอยู่ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์บางอย่างที่เริ่มหายไปจากชุมชน ขาดการสานต่อ เช่น ผ้ามัดย้อมโรงคราม ของเล่นมีดดาบและหัวสิงโต ดังนี้

ขนมฝรั่งกุฎีจีน

ภูมิปัญญาด้านผลิตภัณฑ์ชุมชน

ขนมฝรั่งกุฎีจีน

ขนมฝรั่งกุฎีจีน ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษ์ของชุมชนกุฎีจีน ที่เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์คู่กับ ชาวไทยเชื้อสาย โปรตุเกส และหากเมื่อกล่าวถึงชุมนกุฎีจีน ขนมที่สร้างชื่อเสียงและเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และวิถีชุมชน คือ ขนมฝรั่งกุฎีจีน

เอกลักษณ์ที่เป็นภูมิปัญญาของขนมฝรั่งกุฎีจีน ได้แก่ ส่วนประกอบ เครื่องมือ และกระบวนการ ที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ ดั้งเดิมตั้งแต่โบราณเอาไว้ ได้แก่ ภูมิปัญญาด้านเครื่องมือและกระบวนการในการทำขนมฝรั่งกฎีจีน ที่ยังคงใช้เครื่องมือและทักษะของคนในชุมชนเป็นหลัก

ในปัจจุบันมีชาวบ้านที่สืบทอดภูมิปัญญาการทำขนมฝรั่งกุฎีจีนหลักๆ 3 ราย ได้แก่

ร้านหลานย่าเป้า เป็นร้านขนมฝรั่งกุฎีจีนร้านดังของชุมชน โดยย่าเป้าเป็นชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสที่สืบสานการทำขนมฝรั่งกุฎีจีนด้วยวิธีการอบในแบบดั้งเดิม ได้นำรูปมุมมองด้านบนของขนมฝรั่งร้านหลานย่าเป้า ที่มีรอยหยักของพิมพ์ขนมคมชัดเป็นเอกลักษณ์ของร้านมาออกแบบเป็นตราสัญลักษณ์

ร้านป้าอำพรรณ ร้านขนมฝรั่งกุฎีจีนเจ้าดังอีกเจ้าของชุมชน โดยป้าอำพรรณ นิ่มเชียง เจ้าของบ้านแหล่งรวมขนมหลากหลายชนิดที่เป็นอัตลักษณ์ในวัฒนธรรมโปรตุเกสของชาวกุฎีจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ร้านธนูสิงห์ ร้านขนมฝรั่งกุฎีจีนชื่อดังของชุมชน ร้านธนูสิงห์ผลิตขนมฝรั่งกุฎีจีนโดยปรับใช้กระบวนการสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการผลิต ได้ใช้รูปทรงของขนมฝรั่งกุฎีจีนตามรูปแบบของร้านธนูสิงห์มาเป็นตราสัญลักษณ์

การอบขนมฝรั่งกุฎีจีนที่ใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิงหลัก

เตาอบขนมฝรั่งกุฎีจีนแบบโบราณดั้งเดิม มีลักษณะเป็นเตาทรงกลม ทำด้วยอลูมิเนียม

อบในเตาจนได้ขนมฝรั่งกุฎีจีนที่มีผิวด้านนอกกรอบสีเหลืองทอง

ผลิตภัณฑ์ผ้าย้อมครามชุมชนโรงคราม

การทำผ้าย้อม เป็นภูมิปัญญาของชุมชนโรงครามในอดีต ลักษณะการย้อมคือใช้สีจากคราม ผสมน้ำ ปราศจากสารเคมี ในอดีตชุมชนโรงครามเป็นชุมชนที่โด่งดังในเรื่องการย้อมผ้าจากคราม มีการผลิตและจำหน่ายอย่างคึกคัก แต่ทั้งนี้ในปัจจุบันไม่ได้มีการผลิตผ้าย้อมครามเป็นอาชีพหลัก มีเพียงการทำผ้าย้อมครามตามโอกาสและเทศกาลเท่านั้น และคนที่สานต่อภูมิปัญญาก็ล้มหายตายจากไปจากชุมชน นับว่าเป็นภูมิปัญญาที่นับวันจะเลือนหายไปจากชุมชนโรงคราม

ของเล่นมีดดาบ ของเล่นที่ทาจากไม้อัด

ชุมชนวัดกัลยาณ์ เคยมีผลิตภัณฑ์ในชุมชน เช่น ของเล่นมีดดาบ ของเล่นที่ทำจากไม้อัด นำมาเหลาให้ได้ขนาดและกลมพอเหมาะมือ ตามแบบ มีด ดาบ ง้าว ขวาน ของจีน จากนั้นนำมาขัดเงา ทาสี ตกแต่งสีสัน ที่เน้นสีแดง สีเขียว สีเหลืองหรือสีมงคลของจีน มีขนาดไม่สั้นไม่ยาว ด้ามจับทาสีแดงและพันผ้าหลากสีเข้าไปด้วย มีน้ำหนักเบา แต่ละรูปแบบของการตกแต่ง

หัวสิงโตใช้ออกขายคู่กับมีดดาบ เพราะเป็นสินค้าที่ดึงดูดความสนใจได้ง่าย อีกทั้งวัสดุอุปกรณ์ก็หาได้ง่าย มีราคาถูก เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ สีโปสเตอร์ ขนสิงโต ผ้า เป็นต้น ส่วนมากจะขายในช่วงตามเทศกาลอย่าง เทศกาลตรุษจีน เป็นต้น แต่มาในปัจจุบันไม่มีสิ่งนี้แล้ว เพราะผู้คนเริ่มไม่สนใจจึงเลือนหายไปตามกาลเวลา

ภูมิปัญญา ประเพณี และวัฒนธรรม

ชุมชนกุฎีจีนมีความหลากหลายทางภูมิปัญญา และประเพณีหากจำแนกตามความเชื่อศาสนา ได้แก่ ประเพณีของศาสนาพุทธนิกายหินยาน ประเพณีศาสนาพุทธนิกายมหายาน ประเพณีศาสนาคริสต์ และ ประเพณีศาสนาอิสลาม ดังนี้

ประเพณีสงกรานต์

ภูมิปัญญาประเพณีศาสนาพุทธนิกายหินยาน

ประเพณีสงกรานต์วัดประยุรวงศาวงศ์

สงกรานต์วัดประยุรวงศ์จัดขึ้นทุกปีในช่วงวันสงการนต์ เดือนเมษายน มีการให้ความสำคัญกับประเพณีดั้งเดิมของชุมชน โดยมีความพิเศษคือ การร่วมกิจกรรมภายใต้แนวคิด บวร หรือ บ้าน โรงเรียน วัด โดยการรวมตัวทำกิจกรรมของชาวบ้านในทุกศาสนา ทั้งพุทธ คริสต์ และอิสลามมาทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสมัครสมานสามัคคี มีการประกวดการทำเมนูอาหารไทยภาคกลาง เมนูขนมไทย ดังนั้นวันสงกรานต์วัดประยุรวงศ์ เป็นวันที่ก่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน

งานลอยกระทงวัดประยุรวงศาวงศ์

ประเพณีลอยกระทง ลอยประทีปเทียนหอม ณ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร จัดขึ้นโดยในช่วงเทศกาลลอยกระทงของทุกปี ในบรรยากาศการท่องเที่ยวงานมีการออกร้านอาหารตามสะดวก ตามอัธยาศัย กิจกรรมการแสดงวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น การประกวดร้องเพลงส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม การไหว้พระสวดมนต์ขอพรหลวงพ่อพระพุทธนาคองค์ศักดิ์สิทธิ์ การจัดกิจกรรมงานของวัดมีทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

ประเพณีลอยกระทงวัดประยุวงศ์

สรงน้าพระหลวงพ่อโต (ซาปอกง) ทิ้งกระจาดวัดกัลยาณมิตร

ประเพณีของศาสนาพุทธ นิกายมหายาน

สรงน้าพระหลวงพ่อโต (ซาปอกง) ทิ้งกระจาดวัดกัลยาณมิตร

ประเพณีสรงน้ำหลวงพ่อโต เป็นเทศกาลที่ชาวไทยเชื้อสายจีนในย่ายกะฎีจีน และชาวไทยพุทธเชื้อสายจีนโดยทั่วไป ให้ความสำคัญ ซึ่งชาวไทยเชื้อสายจีนที่เป็นเชื้อสายหลักที่อาศัยในบริเวณชุมชนกะฎีจีนจะนำข้าวปลาอาหารแห้ง โดยเฉพาะข้าวสารมาสักการะองค์หลวงพ่อโตหรือพระพุทธไตรรัตนนายก (ซำปอกง) และบริจาคสิ่งของเหล่านั้นไว้ที่วัด เป็นการเจริญเมตตาธรรมแก่ดวงวิญญาณ ที่ล่วงลับไปแล้ว โดยนำเอาสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ตาย และของใช้อื่นๆ เพื่อให้ทางวัดนำไปแจกจ่าย ให้แก่ผู้ยากไร้ มีการนำไม้แท่งเขียนเบอร์เป็นรางวัล โปรยออกไปให้ผู้คนมาแย่งกันแล้วนำมาขึ้นสิ่งของตามหมายเลข พร้อมเลี้ยงอาหารฟรีตลอดงาน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับประชาชน งานประเพณีทิ้งกระจาดจะจัดขึ้นหลังวันสารทจีน ตรงกับวันที่ 29 เดือน 7 (ตามปฏิทินจีน ชิกวั่ย ยี่เก้า) ประมาณปลายเดือนสิงหาคมหรือต้นเดือนกันยายน ตามปฏิทินไทย เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. จนถึงเวลา 18.00 น.

ประเพณีศาสนาคริสต์

วันคริสตมาสของชาวกุฎีจีน

ชุมชนกุฎีจีนมีชาวไทยเชื้อชาติโปรตุเกส ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค ซึ่งสำหรับชาวคาทอลิก ในช่วงคริสมาสต์ จะมีการจัดงานประเพณีวันคริสมาสต์ นอกจากการเฉลิมฉลองที่จัดขึ้น เทศกาลนี้ยังแฝงไปด้วยวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตอีกมากมาย ชาวชุมชนกุฎีจีนบริเวณรอบโบสถ์ซางตาครู้ส จะนำดวงไฟและสายรุ้งออกมาประดับตามมุมต่างๆ พร้อมทั้งเตรียมอุปกรณ์และวัตถุดิบสำหรับสูตรอาหารหรือขนมเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ซึ่งบางเมนูจะทำขึ้นเพื่อเลี้ยงฉลองกันในแค่ช่วงเทศกาลนี้เพียงเท่านั้น นำมาซึ่งเอกลักษณ์คริสต์มาสของชาวกุฎีจีน

ในวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี มีความสำคัญซึ่งเป็นวันประสูติของพระเยซูคริสต์ ซึ่งประเพณีและการเฉลิมฉลองจะถูกจัดขึ้นตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 24 จนถึงหลังเที่ยงคืนของวันที่ 25 โดยจะมีประเพณีและกิจกรรมต่างๆ อาทิ การทำพิธีมิสซา การร่วมกันขับร้องประสานเสียง และรับฟังการอ่านพระคัมภีร์ ซึ่งมีรายละเอียดคล้ายคลึงกันแต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียวระหว่างชาวคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ (นิกายของชาวคริสต์) นอกเหนือจากพิธีกรรมทางศาสนาในโบสถ์แล้วนั้น ในบริเวณรอบโบสถ์ ยังมีการจัดซุ้มกิจกรรมและการละเล่นหรือเกมที่สร้างความสนุกสนานให้แก่เด็กๆ และบุคคลทั่วไป เช่น กิจกรรมสอยดาวชิงรางวัล เกมบิงโก (Bingo) และการออกร้านค้าขายของ และมีการทำขนมต่างๆ ที่นอกเหนือขนม ฝรั่งกุฎีจีน ยังมีขนมหน้านวล ขนมก๋วยตั๊ด และขนมกุสรัง ที่ต่างหาชิมได้ยากและสามารถติดมือไปเป็นของฝากได้อย่างดี ขนม “กุสรัง” หรือ “กุดสลัง” ที่มีลักษณะคล้ายโบว์คริสต์มาส เดิมทีเรียกว่าขนม “ตรุษฝรั่ง” เป็นขนมที่นิยมทำเพื่อนำไปให้ครอบครัวในช่วงคริสต์มาส หรือ ตรุษฝรั่ง นั่นเอง

ขนมโบราณของชุมชนกุฎีจีนจะทำขึ้นในครัวเรือนในช่วงเทศกาลคริสต์มาส บางครอบครัวก็ทำแจกกันเองภายในเครือญาติ เดิมทีขนมกุสรังจะมีรูปร่างเรียวยาวเป็นแท่งกลม ก่อนที่จะมาปรับเป็นรูปคล้ายโบว์ให้มีความสวยงามและเข้ากับเทศกาลมากขึ้น” ส่วนผสมหลักซึ่งมีความคล้ายคลึงกับขนมของชาวตะวันตก อาทิ แป้งสาลี เกลือ น้ำ น้ำตาลเชื่อม เนย และน้ำมันปาล์มที่ใช้ทอด แต่จะมีความต่างกันตรงขั้นตอนและวิธีการทำ

ภาพภายในโบสถ์ซางตาครู้ส

ภำพขนมโบรำณของชำวโปรตุเกสในชุมชนกุฎีจีน

ภูมิปัญญาประเพณีของศาสนาอิสลาม

การละหมาดของศาสนาอิสลาม

ในทุกๆ วัน ชาวชุมชนมัสยิด ยังต้องละหมาดวันละ 5 เวลา ได้แก่ (ย่ำรุ่ง กลางวัน เย็น พลบค่ำ กลางคืน) เพราะถือเป็นการเข้าเฝ้าต่อพระผู้เป็นเจ้า โดยการสวดมนต์ต่อหน้าพระองค์ ทุกๆเย็น เมื่อกลับจากโรงเรียน เด็กๆ ก็จะพากันไปเรียนที่โรงเรียนสอนศาสนา เพื่อทราบในข้อบัญญัติและสิ่งที่ควรปฏิบัติในการเป็นมุสลิมที่ดี และทุกวันศุกร์ อิหม่าม (ผู้นำศาสนาอิสลามประจำมัสยิด) ก็จะทำหน้าที่ในการสั่งสอนคนในชุมชน (คล้ายกับการขึ้นเทศน์แสดงธรรมของพระสงฆ์) ซึ่งเรื่องที่พูดหรือสั่งสอนก็จะนำมาจากพระคัมภีร์หรือเป็นเรื่องสถานการณ์ในขณะนั้น เช่น การพนัน ยาเสพติด แม้กระทั่งการทำหน้าที่ผู้คลายทุกข์ เป็นเหมือนที่พึ่งทางใจ สำหรับชาวชุมชน

วันกวนอาซูรอ

จะมีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของท่านศาสดาซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “กวนอาซูรอ”ในด้านประเพณีจะมี “วันฮารีรายอ” เป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวอิสลาม (วันตรุษอิสลาม หรือ วันตรุษอีด“วันอีด”) เป็นการเฉลิมฉลองของศาสนาอิสลาม (เหมือนวันขึ้นปีใหม่ของไทย) โดยในวันนั้นจะมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น แต่งกายให้สะอาดเรียบร้อย ร่วมกันทำพิธีละหมาดวันอีดที่สนามหรือในมัสยิด เยี่ยมเยือนญาติพี่น้อง รับประทานอาหารร่วมกัน

การกวนข้าวอาซูรอ (ขนมอาซูรอ) เป็นประเพณีท้องถิ่นของชาวไทยมุสลิม อาซูรอ เป็นภาษาอาหรับ แปลว่า การผสม การรวมกัน คือการนำสิ่งของที่รับประทานได้หลายสิ่งหลายอย่างมากวนรวมกัน มีทั้งชนิดคาวและหวาน การกวนข้าวอาซูรอจะใช้คนในหมู่บ้านมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อความสามัคคีและสร้างความพร้อมเพรียงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อันมีผลต่อการอยู่ร่วมกันของสังคมอย่างมีความสุข ก่อนจะแจกจ่ายให้รับประทานกัน เจ้าภาพจะเชิญบุคคลที่นับถือของชุมชนขึ้นมากล่าวขอพร (ดูอา) ก่อน จึงจะแจกให้คนทั่วไปรับประทานกัน

ข้าวอาซูรอ

วันฮารีรายอ (วันตรุษอิสลาม)

วันฮารีรายอ เป็นวันรื่นเริงประจำปี ชาวมุสลิมจะไปเยี่ยมเยียนพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน เพื่ออภัยต่อกันในสิ่งที่ผ่านมา เป็นวันที่ทุกคนมีความสุขมาก มุสลิมจะมีการประกอบพิธีกรรมไทยพร้อมเพรียงกันทั่วโลก ในวันอีดีลฟิตรี มุสลิมทุกคนจะต้องจ่ายซะกาตฟิตเราะห์ บริจาคทานแก่คนยากจนอนาถา ส่วนในวันอีดิลอัฏฮา จะมีการเชือดสัตว์พลี แล้วจะทำ กุรบัน แจกจ่ายเนื้อเพื่อเป็นทานแก่ญาติมิตร สัตว์ที่ใช้ในการเชือดพลีได้แก่ อูฐ วัว แพะ เป็นการขัดเกลาจิตใจของมนุษย์ให้เป็นผู้บริจาค เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์

วันฮารีรายอ

วันอีด

วันอีดมี 2 วันในแต่ละปีคืออีดุลฟิฏริ หรือ ฮารีรายอปอซอ (ในวันที่ 1 เดือนเชาวาล) เป็นเฉลิมฉลองที่ได้ถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน จะมีการละหมาดที่มัสยิด หากใครมีฐานะดีก็จะบริจาคเงินแก่เด็กและคนชรา และขออภัยญาติมิตรหากเคยล่วงเกินเลยต่อกันและ อีดุลอัฎหาหรือฮารีรายอฮายี (ในวันที่ 10 เดือนซุลหิจญะฮฺ์) จะมีกิจกรรมใกล้เคียงกับอีดุลฟิฏ

ประเพณีตามเดือนตามระบบปฏิทินฮิจเราะห์ มี 12 เดือน ดังนี้

เดือนที่ 1 มุฮัรรอม (المحرّم , “ต้องห้าม”) ได้ชื่อนี้มาเพราะเป็นการผิดกฎหมายหากสู้รบกันในเดือนนี้ เป็นเดือนที่มีความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเป็นอันดับสองในปฏิทินฮิจเราะห์ และมีวันอาชูรออ์
เดือนที่ 2 เศาะฟัร (صفر , “ว่างเปล่า”) คาดว่าได้ชื่อนี้มาเพราะชาวอาหรับนอกศาสนาปล้นสะดมในเดือนนี้และทิ้งให้บ้านว่างเปล่า บ้างก็ว่าชาวเมืองเมกกะเดินทางออกจากเมืองในเดือนนี้จนเมืองว่างเปล่า
เดือนที่ 3 รอบีอุลเอาวัล ( ربيع الأوّل , “ฤดูใบไม้ผลิแรก”)
เดือนที่ 4 รอบีอุษษานี ( ربيع الثاني หรือ ربيع الآخر , “ฤดูใบไม้ผลิที่สอง (หรือหลัง)”)
เดือนที่ 5 ญุมาดัลอูลา ( جمادى الأولى , “เดือนแรกที่ผืนดินแห้งแล้ง”)
เดือนที่ 6 ญุมาดัษษานียะฮฺ ( جمادى الآخرة , جمادى الثانية , “เดือนที่สอง (หรือหลัง) ที่ผืนดินแห้งแล้ง”)
เดือนที่ 7 เราะญับ (رجب , “เคำรพ” หรือ “ให้เกียรติ”) เป็นเดือนต้องห้ามอีกเดือนหนึ่งซึ่งแต่โบราณแล้วห้ามสู้รบกันในเดือนนี้
เดือนที่ 8 ชะอ์บาน (شَعْبَا نُ , “กระจำย) ตรงกับช่วงที่เผ่าอาหรับกระจายกันไปหาน้ำ
เดือนที่ 9 เราะมะฎอน (رمضان , “ร้อนจัด”)เป็นเดือนที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในปฏิทินฮิจเราะห์ ชาวมุสลิมจะถือศีลอดในช่วงเช้าจนถึงตะวันตกดิน
เดือนที่ 10 เชาวาล (شَوَّال , “ยก”) เป็นช่วงของปีที่อูฐตัวเมียยกหางขึ้นหลังจากเกิดลูกแล้ว
เดือนที่ 11 ซุลกิอฺดะฮฺ (ذ وْالقِعْدَةُِ , “เดือนแห่งการพักรบ”)เป็นอีกเดือนหนึ่งที่สงครามถูกห้าม
เดือนที่ 12 ซุลหิจญะฮฺ (ذ والحِجَّةُِ , “เดือนแห่งการแสวงบุญ”) หมายถึงการแสวงบุญไปยังเมกกะประจำปีของมุสลิม ที่เรียกว่า หัจญ์

ภูมิปัญญาด้านสถาปัตยกรรม

บ้านไม้โบราณปั้นลมประดับลายไม้ฉลุลายขนมปังขิง

หากมีโอกาสสำรวจโดยรอบชุมชนจะพบว่า มีบ้านเรือนโบราณที่มีลักษณะเด่น ได้แก่ ลักษณะบ้านตัวบ้านเป็นบ้านไม้สักทั้งหลัง ลักษณะเด่นคือ มีการประดับปั้นลม หรือบานช่องหน้าต่างที่ “ฉลุลายขนมปังขิง”  ซึ่งปัจจุบันยังหลงเหลือบ้านไม้สักฉลุลายขนมปังขิง ให้เห็นโดยรอบชุมชน  บางส่วนมีความเสื่อมโทรมเพราะโดยส่วนใหญ่มีประวัติการก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 มีอายุกว่า 150 ปี

บ้านไม้ฉลุลายปั้นลมขนมปังขิงริมแม่น้ำเจ้าพระยา

เรือนจันทรภาพ เรือนไม้สักโบราณทั้งหลัง หลังคาทรงจั่วจอมแห อายุกว่า 100 ปี

บ้านพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) เรือนไม้โบราณฉลุช่องลมลายขนมปังขิง สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5

ลักษณะบานหน้าต่างบ้านเรือน หรือช่องลมฉลุลายขนมปังขิงที่ยังหลงเหลือในชุมชน

วัดกัลยาณมิตร

สถาปัตยกรรมที่สาคัญทางศาสนา

วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร

วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหารฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ฝั่งใต้ แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี สร้างขึ้นเมื่อปีระกา พ.ศ.2368 โดยเจ้าพระยานิกรบดินทร์มหินทรมหากัลยาณมิตร นามเดิมว่า โต เป็นบุตรพระพิชัยวารี (มัน แซ่อึ๋ง) ถวายตัวเป็นข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแต่ครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ตลอดเวลาที่ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณนั้นเจ้าพระยานิกรบดินทร์ได้เป็นกำลังสำคัญในการค้าสำเภาไปเมืองจีน จนการค้าเจริญรุ่งเรือง เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย จึงโปรดพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เจ้าสัวโตจากพระยาราชสุภาวดี พระราชทานนามบรรดาศักดิ์ใหม่ให้มีความหมายตามพระราชปรารถว่า เจ้าพระยานิกรบดินทร์ มหินทรมหากัลยาณมิตร (พระมหาเฮง. ประวัติวัดกัลยาณมิตร, 2490)

เจ้าพระยานิกรบดินทร์ เป็นผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นพระยาราชสุภาวดี เจ้ากรมสุรัสวดีกลาง ได้อุทิศที่บ้านเดิมของท่าน แล้วซื้อที่บ้านข้าราชการและบ้านเจ๊สัว เจ้าภาษี นายอากรอื่นอีกหลายบ้าน ซึ่งเดิมเรียกว่าหมู่บ้านกุฎีจีน และสร้างวัดขึ้นตามพระราชนิยม เมื่อสำเร็จแล้วถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า-เจ้าอยู่หัวจึงโปรดพระราชทานนามให้มีความหมายเกี่ยวข้องระหว่างพระองค์ที่ทรงมีต่อเจ้าพระยานิกรบดินทร์ผู้สร้างวัด และเพื่อเป็นอนุสรณ์ยืนยันถึงน้ำพระทัยของพระองค์ที่ทรงมีต่อเจ้าพระยานิกรบดินทร์ซึ่งทรงถือว่าเป็นมิตรที่ดีคนหนึ่งของพระองค์ว่า “วัดกัลยาณมิตร” โดยเสด็จพระราชดำเนินเพื่อก่อพระฤกษ์พระโตวัดกัลยาณมิตร ณ วัดพฤหัสบดีเดือน 6 ขึ้น 14 ค่ำ (ตรงกับวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2380) พระราชทานเป็นพระประธานในพระวิหารหลวง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดพระราชทานนามว่า “พระพุทธไตรรัตนนายก” (พระมหาเฮง. ประวัติวัดกัลยาณมิตร, 2490)

โดยภายในวัดมีสิ่งปลูกสร้างสถาปัตยกรรมที่สำคัญ ดังนี้

1. พระวิหารหลวง

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารหลวงและพระประธานในพระวิหารหลวง เมื่อปี พ.ศ. 2380 เป็นการสร้างช่วยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต) ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานนามพระประธานภายในพระวิหารหลวงว่า “พระพุทธไตรรัตนนายก” ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือกันของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนจีน เรียกกันตามแบบจีนว่า ซำปอฮุดกง หรือ ซำปอกง เมื่อถึงหน้าเทศกาลงานวัด บรรดาชาวจีนทั้งหลายจะร่วมกับทางวัดจัดงานนมัสการ มีการแสดงงิ้ว ทิ้งกระจาด และเสี่ยงทายเป็นประจำในวันสิ้นเดือน 9 ของทุกปี

ลักษณะทางสถาปัตยกรรม เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีเสาพาไลซึ่งเป็นเสาก่ออิฐถือปูนเรียบ ไม่มีบัวหัวเสา โดยรอบอาคาร หลังคาซ้อน 2 ชั้น 3 ตับ มุขด้านหน้าและด้านหลังชักชายคาโดยรอบ ไขราประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ หน้าบันด้านหน้าและด้านหลังเป็นมุขลด ตกแต่งด้วยลวดลายพันธุ์พฤกษา ปิดทองประดับกระจก ระเบียงก่อผนังเตี้ย ๆ กรุด้วยหินอ่อน

วิหารหลวงวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร

พระอุโบสถ

2. พระอุโบสถ

พระอุโบสถตั้งอยู่ทางด้านขวา (ทิศตะวันออกเฉียงใต้) ของพระวิหารหลวง (วิหารพระพุทธไตรรัตนนายก) บนที่ตั้งเดิมของบ้านเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2370 ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ขนาดกว้าง 20.88 x ยาว 30.0 เมตร ก่อสร้างตามแบบพระราชนิยมในศิลปะจีน กล่าวคือ ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันตกแต่งด้วยปูนปั้นเป็นลวดลายดอกไม้ ประดับกระเบื้องเคลือบสลับสี ซุ้มประตู – หน้าต่าง ปั้นลายดอกไม้ ประดับกระจก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประธานหล่อด้วยสำริดปางปาเลไลยก์ จิตรกรรมฝาผนังวาดไว้บนพื้นที่ระหว่างช่องหน้าต่างและช่องประตู ลบเลือนไปจนหมด แต่เดิมเคยเป็นภาพเครื่องบูชาแบบจีนที่ผนังด้านตรงข้ามพระประธาน ส่วนผนังระหว่างช่องหน้าต่างทั้งหมดเคยมีภาพขนาดใหญ่ของแจกันจีนปักด้วยดอกไม้ ปัจจุบันผนังส่วนนี้ถูกทาสีขาวทับหมดแล้ว เสาเขียนลายพุ่มข้าวบิณฑ์

3. เสมาและซุ้มเสมา

ใบเสมาสลักจากศิลา ตั้งใบเสมาคู่ ซุ้มเสมาทำด้วยศิลาเป็นยอดเจดีย์ มีเรือนธาตุเป็นสี่เหลี่ยม เสาเซาะร่อง หัวเสาสลักเป็นรูปใบไม้ ฐานแปดเหลี่ยม สลักลวดลายที่ด้านทุกด้านเป็นลวดลายพันธุ์พฤกษา ส่วนบนที่เป็นยอดซุ้มทำเป็นรูปทรงเหมือนเจดีย์

เสมาและซุ้มเสมา

4. พระวิหารน้อย

พระวิหารน้อยตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของพระวิหารหลวง (วิหารพระพุทธไตรรัตนนายก) สร้างโดยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต) เมื่อ พ.ศ. 2370 พร้อมกับพระอุโบสถ แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2375 ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเช่นเดียวกับพระอุโบสถ กล่าวคือเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ก่อสร้างตามแบบพระราชนิยมในศิลปะจีน กล่าวคือ ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันตกแต่งด้วยปูนปั้นเป็นลวดลายดอกไม้ ประดับกระเบื้องเคลือบสลับสี ซุ้มประตู – หน้าต่าง ปั้นลายดอกไม้ ประดับกระจก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย มีเสาร่วมในสี่เหลี่ยมก่ออิฐถือปูนทั้งหมด 8 ต้น ที่เสาเขียนจิตรกรรมเป็นลวดลาย

จิตรกรรมฝาผนังบนพื้นที่เหนือช่องหน้าต่าง – ประตู เป็นเรื่องพระอดีตพุทธเจ้า ซึ่งเขียนไว้เต็มผนังสกัดหน้า ใต้ลงมาระดับหน้าต่าง – ประตู วาดภาพเรื่องทศชาติชาดก จิตรกรรมฝาผนังในวิหารน้อยนั้นยังรักษาแบบอย่างจิตรกรรมประเพณีมากกว่าจิตรกรรมฝาผนังของพระอุโบสถ

5. หอพระธรรมมณเฑียรเฉลิมพระเกียรติ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2408 แทนหอไตรเดิม เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระบรมราชมาตมหัยยิกากรมพระศรีสุดารักษ์ หอพระธรรมตั้งอยู่ข้างพระวิหารหลวงด้านเหนือ เป็นอาคาร 2 ชั้น ก่ออิฐถือปูน มีระเบียงล้อมรอบชั้นบน กว้าง 10 เมตร ยาว 14.39 เมตร หลังคาลด 2 ชั้น ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันสลักไม้เป็นลายกนกเปลวปิดทองประดับกระจก ตรงกลางสลักเป็นรูปเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรชัยศรี ฉลองพระบาท วาลวิชนี ธารพระกร ประดิษฐานเหนือพาน บนฐานปัทม์ ซุ้มประตู – หน้าต่างตกแต่งด้วยปูนปั้นลายดอกไม้ ตรงกลางสลักรูปพระมหาพิชัยมงกุฎประดิษฐานเหนือพานแว่นฟ้า บนบานประตู – หน้าต่างสลักลายดอกไม้ ปิดทองประดับกระจก บันไดทางขึ้นอยู่ด้านนอกอาคาร น่าจะสร้างขึ้นในสมัยหลัง ราว พ.ศ. 2507 แต่เดิมคงเป็นอาคารที่มีบันไดทางขึ้นด้านในอาคาร ภายในหอชั้นบนประดิษฐานตู้พระธรรมจตุรมุข สลักลายปิดทอง 1 ตู้ และเป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎกและพระคัมภีร์ต่างๆ

หอพระธรรมมณเฑียร

6. ศาลาตรีมุข

ศาลาตรีมุข จากรูปแบบสถาปัตยกรรม คงสร้างขึ้นในคราวเดียวกับระยะแรกของการสร้างวัด คือในราว พ.ศ. 2370-2380 ในสมัยรัชกาลที่ 3 เนื่องจากการวางแผนผังของอาคารที่อยู่บริเวณทางเช้าสู่พระวิหารหลวงอันเป็นสถาปัตยกรรมหลักของวัด ลักษณะของศาลาตรีมุขเป็นอาคารทรงไทย หลังคาเป็นชั้นลด 2 ชั้น หน้าบันของศาลาตรีมุขปิดทองประดับกระจกเป็นลวดลายดอกไม้ หน้าบันด้านข้างสลักเป็นรูปเทพบุตร พระหัตถ์ถือสมุดประทับยืนในซุ้มเรือนแก้ว ชายคาลาดลง ด้านในมีเสาสี่เหลี่ยม 8ต้นรองรับชายคาหลังคาลาด โครงสร้างเครื่องบนอาคารเป็นไม้ มีการเขียนลวดลายจิตรกรรมเป็นลายดอกไม้

7. ศาลาจัตุรมุข

ศาลาจตุรมุข เดิมเรียกสะพานท่าฉนวน ซึ่งเป็นศาลาท่าน้ำอยู่สุดถนนที่ทอดมาจากหน้าพระวิหารหลวงดังนั้นจึงน่าจะสร้างขึ้นในคราวเดียวกับศาลาตรีมุข คือช่วง พ.ศ. 2371-2380 ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นอาคารโถงทรงไทย ตั้งอยู่ด้านหน้าวัด หลังคาทรงจั่ว 3 ด้าน ประดับ ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ที่หน้าบันของมุขทั้ง 3 ด้าน สลักไม้ปิดทองประดับกระจกเป็นลวดลายดอกไม้ หลังคา มุงกระเบื้องเกล็ด แต่อีกหนึ่งมุขที่อยู่ด้านในเป็นหลังคาแบบจีน ที่จั่วมีปูนปั้นประดับ เสาที่รองรับมุขหลังคาเป็นเสาก่ออิฐถือปูนสี่เหลี่ยม

8. ศาลาราย

ศาลาราย มีทั้งหมด 4 หลัง อยู่บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถและพระวิหาร เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน  จากโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่หลงเหลืออยู่ เดิมคงเป็นศาลารายที่เป็นแบบศาลาโถง ไว้สำหรับพุทธศาสนิกชนและบุคคลทั่วไป ใช้เป็นที่เตรียมข้าวของเพื่อทำบุญ แต่สภาพปัจจุบันถูกดัดแปลงบางส่วนใช้เป็นที่บรรจุอัฐิ

ศาลาราย

เก๋งจีน

9. เก๋งจีน

ศาลาเก๋งจีน 2 หลัง ตั้งอยู่ริมถนนบริเวณกึ่งกลางระหว่างศาลาท่าน้ำจตุรมุขด้านหน้าวัดกับศาลาตรีมุข ด้วยรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่เป็นลักษณะจีน คงสร้างขึ้นในคราวเดียวกับสถาปัตยกรรมหลักของวัดในสมัยรัชกาลที่ 3

ศาลาเก๋งจีน ลักษณะทางสถาปัตยกรรมมีรูปแบบเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนมีพาไลรอบ

10. ตึกหิน (เกชิ้น)

ตึกหิน (เกซิ้น)  ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังศาลาการเปรียญ ตึกหินนนี้เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต) สร้างขึ้นไว้สำหรับเป็นสถานที่รวบรวมอัฐิและวัตถุจารึกนามของบรรพบุรุษ แต่การสร้างยังไม่ทันสำเร็จเรียบร้อยดี   พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างศาลาการเปรียญขึ้น (ปัจจุบันรื้อไปแล้ว) ณ บริเวณหน้าตึกหินนี้ การนั้นจึงค้างอยู่

ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของตึกหิน เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนหลังคาเป็นลักษณะคล้ายอาคารแบบจีน

11. ซุ้มประตู / รั้วศิลา

ซุ้มประตูศิลา ซุ้มประตูด้านหน้าวิหารหลวง รูปแบบสถาปัตยกรรมจีน ทำด้วยศิลา ประกอบด้วยซุ้ม และแนวรั้วศิลาทางเดินก่อนเข้าสู่ซุ้ม

เจดีย์

12. เจดีย์

เจดีย์บรรจุอัฐิเจ้าพระยานิกรบดินทร (โต) สร้างโดยเจ้าพระยารัตนบดินทร์ (รอด) เมื่อยังเป็นพระยาราชวรานุกุล เมื่อ ปี พ.ศ. 2407 เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ทำด้วยหินอ่อนตั้งอยู่บนฐานสูง มีกำแพงแก้วล้อมรอบ

13. ถะ

ถะ เป็นเจดีย์แบบสถาปัตยกรรมจีนทำด้วยหินสีเขียว มีอยู่ 2 ชิ้น ตั้งอยู่ด้านหน้าเยื้องกับวิหารหลวง ถัดออกมาจากเจดีย์หินอ่อน 11/5 และ 11/6 เป็นถะทรงหกเหลี่ยม ตั้งอยู่บนฐานศิลาหกเหลี่ยมและมีแท่นศิลาหกเหลี่ยมรองรับเจดีย์ถะอีกชั้นหนึ่ง เป็นถะสูงลดหลั่นกันหกชั้น ส่วนยอดบนสุดทำเป็นบัวซ้อนกัน 3 ชั้น

14. ซุ้มประตู

เป็นซุ้มประตูกำแพงเขตพุทธาวาสด้านทิศตะวันออก เป็นซุ้มที่มีขนาดใหญ่กว่าซุ้มประตูด้านอื่น ๆ โดยทำเป็นหลังคาทรงจั่ว ที่หน้าบันจั่วไม่มีลวดลายตกแต่ง หลังคามีชายคาปีกนกยื่นออกมา มีเสารับน้ำหนักของชายคา หลังคามุงกระเบื้องเกล็ด บานประตูทางเข้าเป็นไม้

หอระฆัง

15. หอระฆัง

สร้างปี พ.ศ. 2473 โดยพระสุนทรสมาจาร (พรหม) สร้างระฆังใบใหญ่ สูงจากปากระฆังถึงบัว 2.46 เมตร ช่างไทยหล่อแต่ไม่สำเร็จ จึงต้องใช้ช่างญี่ปุ่นหล่อถึง 3 ครั้งถึงจะสำเร็จประดิษฐานอยู่บริเวณด้านหน้าพระวิหารหลวง หอระฆังก่ออิฐถือปูนย่อเหลี่ยม ตั้งอยู่หลังพระวิหารหลวง ฐานโดยรอบ 13.37 เมตร ตัวระฆังวัดเส้นผ่าศูนย์กลาง 49 ซ.ม. มีคำจารึกว่าตาเส็งสร้างเมื่อปีฉลู จ.ศ.1203 (พ.ศ.2384) ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นหอระฆัง 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นปูนส่วนชั้นบนเป็นไม้รอบชายคามีการประดับไม้ลายฉลุ

16. เสาศิลา

เสาศิลา เสาศิลาภายในวัดกัลยาณมิตรมีอยู่ด้วยกันหลายจุดโดยเริ่มตั้งแต่ด้านหน้าวัด ดังนี้ ด้านข้างติดกับศาลาท่าน้ำจตุรมุขมีเสาศิลายอดเป็นสิงห์โตขนาดเล็กอยู่ 1 คู่ และในแนวเดียวกับศาลาท่าน้ำมีเสาศิลาสีเขียวซึ่งตั้งอยู่บนแท่นสี่เหลี่ยมมีมังกรพันรอบเสาอยู่ 1 คู่และถัดออกไปจากเสาศิลามังกรเป็นเสาศิลามีขนาดสูงกว่าเสามังกร โดยทำยอดเป็นรูปหงส์สีทองตั้งอยู่บนแท่นศิลาสี่เหลี่ยม แต่ปัจจุบันเสาได้มีการตกแต่งด้วยหินล้างแล้ว

ที่ด้านหน้าของศาลาตรีมุขเข้าสู่เขตพุทธาวาสภายในกำแพงแก้ว มีเสาศิลาสีขาวลายดำ อีก 1 คู่ โดยยอดทำเป็นรูปดอกบัวตั้งอยู่บนแท่นสี่เหลี่ยมมีแผ่นศิลาขนาบข้างที่โคนเสาซึ่งปัจจุบันแท่นสี่เหลี่ยมนั้นเหลือแค่ส่วนบนเพียงเล็กน้อยเนื่องจากส่วนล่างได้มีการถมพื้นเพิ่มขึ้นใหม่ และทางด้านหน่าศาลาตรีมุขเยื้องไปทางโรงเรียนมีเสาศิลาที่มีอักษรมงคลจีนอยู่แต่เหลืออยู่เพียงด้านเดียว และที่ติดกับทางเข้าด้านหน้าของศาลาตรีมุขมีสิงห์โตศิลา 1 คู่อยู่บนแท่นสี่เหลี่ยม ติดกับรูปสิงห์โตเป็นเสาศิลารูปสิงห์โตขนาดเล็ก 1 คู่

เสาศิลาด้านในเขตกำแพงแก้วข้างศาลาตรีมุขเป็นเสาขนาดเล็ก 1 คู่ ยอดทำเป็น รูปดอกบัว ส่วนที่เป็นแท่งเสาสลักเป็นลายดอกไม้และกิ่งก้านใบ

เสาศิลาที่อยู่ถัดจากเสาศิลาดอกบัว เป็นเสาสิงห์เล็กแต่เหลืออยู่เพียงด้านเดียว คือด้านที่ไปทางโบสถ์

ด้านนอกกำแพงแก้วตรงกับซุ้มประตูทางเข้าเขตพุทธาวาสชั้นใน มีเสาศิลากลมขนาดใหญ่ที่แท่งเสาเป็นแบบเรียบเกลี้ยง ยอดทำเป็นรูปดอกบัวตูมซ้อนกัน 2 ชั้น

เสาศิลาด้านในเขตกำแพงแก้วหน้าพระอุโบสถตรงกับซุ้มประตูทางเข้าเขตพุทธาวาสชั้นใน เป็นเสาศิลากลมขนาดใหญ่ มีมังกรพันรอบเสา ส่วนยอดทำเป็นดอกบัวตูมซ้อนกัน 2 ชั้น และด้านข้างของพระอุโบสถด้านที่มาทางพระวิหารหลวงมีเสาศิลาขนาดเล็กยอดเป็นรูปดอกบัวตูมอยู่อีก 1 คู่

เสาหินศิลามังกร

เสาหินเรียบ

เสาศิลาขนาดใหญ่มังกรพันรอบเสา

เสาศิลาขนาดเล็กยอดบัวตูม

17. ศาลาทรงปั้นหยา

สร้างขึ้นเมื่อปีมะแม พ.ศ. 2450 โดยพระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าหญิงภัทรายุวดี และพระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าหญิงเจริญศรีชนมายุทรงสร้างศาลาบอกพระปริยัติธรรมหนึ่งหลังบริเวณหลังพระวิหารหลวง เสาก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้อง กันสาดมุงสังกะสี สร้างเจดีย์อนุสาวรีย์หนึ่งองค์ ประดิษฐานอยู่ภายในศาลาและมีรั้วไม้ 3 ด้าน ทรงอุทิศในนามพระยาชัยวิชิต (ช่วง) และท่านผู้หญิง (ปุก) ผู้เป็นอัยยกาและอัยยิกา

ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นศาลาโถงที่สร้างขึ้นชิดกับกำแพงแก้ว โดยการก่อเสาและผนังขึ้นมาบนกำแพงแก้ว ด้านหน้าก่อเสาแต่ไม่มีการก่อผนัง ทำให้มีลักษณะเป็นศาลาโถง หน้าอาคารมีมุขทางเข้ายื่นออกมา หลังคาทรงปั้นหยา หลังคามุขทรงปั้นหยาเช่นเดียวกัน มีการชักชายคาปีกนกโดยรอบ ปัจจุบันหลังคามุงด้วยกระเบื้องลอนเล็ก

18. หอกลอง

ตั้งอยู่ภายในบริเวณคณะ 4 ติดกำแพงคณะด้านทิศตะวันออก ตามประวัติว่าสร้างเมื่อปีมะโรง พ.ศ.2471 โดยพระสุนทรสมาจาร (พรหม)

19. ตึกหอสวดมนต์กัลยาณาลัย

ตึกสวดมนต์กัลยาณลัย ตั้งอยู่ในบริเวณคณะ 4 ส่วนด้านหน้าคณะ ใกล้กับเขตพุทธาวาส ด้านหลังพระวิหารหลวง ตามประวัติวัดว่าสร้างเมื่อ ปีเถาะ พ.ศ. 2470 โดยพระสุนทรสมาจาร (พรหม) ด้านหน้าตัวอาคารมีจารึกเขียนว่าพระราชทานนามตึกหอสวดมนต์ชื่อกัลยาณลัย

(ที่มา: ประวัติวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร, 2012 : http://watkanlayanamitra.blogspot.com/2012/10/blog-post_23.html)

วัดประยูรวงศาวาสวรวิหาร

วัดประยูรวงศาวาสวรวิหาร

วัดประยูรวงศาวาสเป็นพระอารมหลวงชั้นโทชนิดวรวิหารตั้งอยู่ใกล้เชิงสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ วัดประยูรวงศวาสเป็นวัดที่เก่าแก่วัดหนึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์สร้างโดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ( ดิศ บุญนาค ) เมื่อท่านดำรงตำแหน่งพระยาคลังว่าที่พระคลังและว่าที่สหุกาลาโหมท่านได้อุทิศสวนกาแฟสร้างเป็นวัดขึ้นในปีชวด พ.ศ. 2371 แล้วถวายเป็นพระอารามหลวงเมื่อพ.ศ. 2375 ในสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่า “วัดประยูรวงศาวาส” วัดประยูรวงศาวาสวรวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานโดยศิลปากรเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492

มีสถาปัตยกรรมที่ทำสำคัญภายในวัด ดังนี้

รั้วเหล็ก

วัดประยูรวงศาวาสชาวบ้านมักเรียกว่า วัดรั้วเหล็ก ก็เพราะมีรั้วเหล็กสีแดงแวดล้อมเป็นกำแพงอยู่ในชั้นในและชั้นนอกรั้วเหล็กส่วนหนึ่งทอดยาวจากประตูวัดจนถึงพระบรมธาตุมหาเจดีย์ รั้วเหล็กนั้นสูงประมาณ 3 ศอกเศษทำเป็นรูปอาวุธโบราณ คือ หอก ดาบ และขวาน จำนวน หอก ดาบ และขวาน ที่นำมาประดับรั้วเหล็กจะมีจำนวนเท่าใดมิได้มีประวัติเขียนไว้แต่ชาวบ้านมักท่องจำกันต่อๆ มาว่าวัดรั้วเหล็กมีขวาน 3 หมื่น ปืน 3 กระบอก หอก 3 แสน มีเรื่องเล่าว่ารั้วเหล็กเดิมสมเด็จพระยาบรมประยูรวงศ์สั่งเข้ามาจากประเทศอังกฤษเพื่อทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อใช้ล้อมเป็นกำแพงในพระบรมมหาราชวังแต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่โปรดจึงขอรับพระราชทานใช้ล้อมเป็นกำแพงในวัดโดยแลกเปลี่ยนกับน้ำตาลทรายทำสัญญากันหนักต่อหนัก คือ เหล็กหนักเท่าใดน้ำตาลหนักเท่านั้น

รั้วเหล็ก

พระอุโบสถ

พระอุโบสถ

เป็นอุโบสถตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของรั้วเหล็กมีลักษณะสถาปัตยกรรมไทยกว้าง 18.24 เมตร ยาว 25.20 เมตร หลังคาลด 2 ชั้น หน้าบันเป็นลายดอกพุดตาน ด้านหน้าและด้านหลังมีประตูเข้าออกด้านละ 2 ประตู หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบมีภาพจิตรกรรมฝาผนังรอบพระอุโบสถเดิมเป็นภาพชาดกแต่ถูกทำลายจากการที่หลังคาพระอุโบสถถูกสะเก็ดระเบิดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อมีการทิ้งระเบิดที่สะพานพุทธยอดฟ้าพระอุโบสถนี้ได้รับการบูรณปฎิสังขรณ์เป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาพระราชทานผ้ากระกฐินที่วัดประยูรวงศาวาสได้มีพระราชดำราสแนะนำว่าเสาภายในพระอุโบสถห่างกันมากจนน่ากลัวเป็นอันตรายสมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุคนาค)เมื่อครั้งเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์สมุหพระกลาโหมจึงก่อเสารายในพระอุโบสถเพิ่มเติมอีกข้างละ 2 ต้นตามพระราชนิยมจากเดิมที่เคยเสารายได้ด้านละ 4 ต้นรวมเป็นเสารายทั้งสิ้นด้านละ 6 ต้นมีระยะห่างกันต้นละ 3 ศอกเศษ

พระประธานในพระอุโบสถ

พระประธานในพระอุโบสถวัดประยูรวงศาวาสเป็นพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง 1.99 เมตร ไหล่กว้าง 1.25 เมตร สูง 1.625 เมตร ทำพิธีหล่อโดยสมเด็จพระยาบรมหาประยูรวงศ์ใน  พ.ศ. 2371 ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการสร้างพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปที่ประกอบด้วยพระพุทธลักษณะอันงดงามพร้อมองค์หนึ่งในการหล่อพระพุทธรูปองค์รูปสำเร็จด้วยฝีมือนายช่างไทยส่วนการลงรักปิดทองเป็นฝีมือนายช่างญี่ปุ่น นับว่าเป็นพระพุทธรูปองค์แรกที่ช่างฝีมือปิดทองเป็นชาวต่างชาติ

พระประธานในพระอุโบสถ

พระวิหาร

พระวิหาร

พระวิหารเป็นอาคาร 5 ห้อง รูปแบบสถาปัตยกรรมไทยผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 16.99เมตร ยาว 20.19เมตร เป็นวิหาร 5 ห้อง หลังคาคด 2 ชั้น ประดับช่อฟ้าใบระกา นาคเบือน หน้าบันสลักลวดลายดอกไม้ปิดทองประดับกระจกแพรวพราวมีซุ้ม 4 ซุ้ม และซุ้มหน้าต่างโดยเฉพาะบานประตูประดับมุกสวยงามภายในพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมหาวิชัยเรียกว่าหลวงพ่อพระพุทธนาค ตั้งแต่ พ.ศ. 2374 จนถึงปัจจุบัน ต่อมาในพ.ศ.2550 ทางเข้าวัดได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่ค้นพบบนองค์พระบรมธาตุมหาเจดีย์มาประดิษฐานไว้ในพระวิหารเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้สักการะบูชา

พระบรมธาตุมหาเจดีย์

พระบรมธาตุมหาเจดีย์หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า เจดีย์ขาว เป็นและเจดีย์ทรงระฆังมีความสูง 60.525 เมตร ฐานส่วนล่างวัดโดยรอบ 1.62 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เมตร นับได้ว่าเป็นเจดีย์องค์ใหญ่และสูงที่สุดในกรุงรัตนโกสินทร์ ชั้นนอกรอมรอบด้วยระเบียงทรงคดรูปวงกลมทำเป็นคูหา 54 คูหา ด้านบนของระเบียงคดมีเจดีย์บริวาร 18 องค์ ถัดมาชั้นในที่ฐานของพระเจดีย์ทำเป็นช่องคูหาโดยรอบจำนวน 32 คูหา สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาบรมมหาประยูรวงศ์เริ่มสร้างพระบรมธาตุมหาธาตุมหาเจดีย์องค์นี้ขึ้นแต่พระเจดีย์ยังไม่ทันแล้วเสร็จผู้สร้างก็ถึงพิราลัยไปก่อนสมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุญนาค) ได้สร้างพระบรมมหาธาตุมหาเจดีย์ต่อจนเสร็จสมบูรณ์ให้สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4

ในปี พ.ศ. 2553 สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยคณะกรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม พิจารณาคัดเลือก พระบรมธาตุมหาเจดีย์ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2553 ประเภท “ปูชนียสถานและวัดวาอาราม” ด้านการอนุรักษ์งานมรดกศิลปสถาปัตยกรรม  และในปี พ.ศ. 2556 ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม อันดับ 1 (Award of Excellence)  ด้านการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือ ยูเนสโก

พระบรมธาตุมหาเจดีย์

ขามอ (เขาเต่า)

ขามอ (เขาเต่า)

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ สร้างภูเขานี้เขาขึ้นโดยมีเค้าโครงรูปแบบมาจากหยดเทียนขี้ผึ้งที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ได้พระราชทานแก่สมเด็จเจ้าพระยาหยดเทียนขี้ผึ้งนี้เกิดจากน้ำตาเทียนที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจุดทับถมกันเป็นเวลาหลายปีจนก่อรูปเหมือนภูเขาสมเด็จเจ้าพระยานำเอารูปแบบของหยดเทียนขี้ผึ้งนี้มาสร้างเป็นภูเขาจำลอง

เขามอ ตั้งอยู่ภายในวัดประยุงวงศาวาส เป็นภูเขาจำลองก่อด้วยศิลา ตั้งอยู่กลางสระน้ำ แวดล้อมไปด้วยพระสถูปเจดีย์ วิหาร ศาลารายน้อยใหญ่ และพรรณไม้หายากนานาชนิด เป็นรมณียสถานอันสงบและรื่นรมย์ที่ตั้งตระหง่านอยู่คู่พระอารามแห่งนี้มากว่า 180 ปี คำว่า “เขามอ” มาจากคำว่า “ถมอ” ในภาษาเขมร แปลว่า ก้อนหิน หมายถึง ภูเขาจำลองที่ก่อขึ้นจากหินจนมีรูปทรงคล้ายคลึงกับภูเขา อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ เขามอขนาดเล็กที่ประดับอยู่ในกระถาง ซึ่งเป็นศิลปะการจัดสวนแบบหนึ่งคู่กับการเล่น “ไม้ดัด” และเขามอขนาดใหญ่ สำหรับก่อลงบนพื้นดินหรือกลางสระน้ำ จัดให้มียอดเขาสูงลดหลั่นตามลำดับเป็นซุ้มคูหา ใช้ประดับตกแต่งพระอารามและพระราชอุทยาน เป็นที่นิยมมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏในบันทึกการเดินทางของนิโคลาส์ แซร์แวส นักเดินทางชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาพร้อมกับคณะราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้พรรณนาถึงความงดงามของพระราชอุทยานและภูเขาจำลองภายในพระที่นั่งสุทธาสวรรย์

อนุสาวรีย์ปืนสามกระบอก

ในบริเวณภูเขาจำลอง มีอนุสาวรีย์เป็นปืนใหญ่ปักคว่ำอยู่สามกระบอกอนุสาวรีย์นี้เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อพ.ศ.2379 เนื่องในงานฉลองวัดประยูรวงศาวาสซึ่งนายแพทย์ ดี บี บรัดเลบันทักไว้ว่าในงานฉลองวัดประยูรวงศาวาสนั้นได้มีการทำไฟพะเนียงด้วยปืนใหญ่โดยฝังโคนกระบอกปืนใหญ่ลงในพื้นดินเมื่อจุดชนวนขึ้นปืนใหญ่เกิดระเบิดแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายคนพระรูปหนึ่งกระดูกแขนแตกนายแพทย์บรัดเลจำต้องทำการผ่าตัดแขนของพระรูปนั้นการผ่าตัดประสบความสำเร็จและถือว่าเป็นการผ่าตัดครั้งแรกในประเทศไทย

อนุสาวรีย์ปืนสามกระบอก

สถาปัตยกรรมศาสนาคริสต์

วัดซางตาครู๊ส

ใน ค.ศ.1835  สมัยคุณพ่อกูเลียลโม กิ๊น ดาครู้ส เป็นเจ้าอาวาสวัดซางตาครู้ส เห็นว่าโบสถ์หลังที่ 2 ของวัดอยู่ในสภาพที่คับแคบและชำรุดทรุดโทรมเกินกว่าที่จะทำการบูรณะซ่อมแซมได้ คุณพ่อกูเลียลโมจึงได้สร้างโบสถ์หลังปัจจุบันโดยใช้เวลาถึงประมาณ 2 ปี 3 เดือน มีกางเขนศักดิ์สิทธิ์งามสง่าบนยอดโดม โบสถ์แห่งวัดซางตาครู้สหลังที่ 3 นี้ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมแบบเรเนสซองส์ แบบนีโอ-คลาสสิคและเป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูน มีผังเป็นรูปเลี่ยมผืนผ้าวางตัวในแนวขวางหันหน้าไปทางทิศเหนือออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาด้วยความงามสง่าทางสถาปัตยกรรมที่รังสรรค์อย่างบรรจง และมีการประดับตกแต่งลวดลายปูนปั้นประดับเป็นศาสนสถานที่สำคัญที่อยู่คู่กับชุมชนกุฎีจีนเก่าแก่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (วัดซางตาครู้ส (กุฎจีน),2015:http://catholichaab.com )  รูปร่างด้านบนโดดเด่นด้วยหลังคาทรงโดมคว่ำ สีส้ม มีกางเขนประดับด้านบนสุดของโดม ลักษณะดังกล่าวมีลักษณะคล้ายคลึงโบสถ์ที่เมืองฟลอเรนส์ อิตาลี

วัดซางตาครู๊ส

สถาปัตยกรรมภายนอกและภายในโบสถ์ซางตาครู้ส

ศาลเจ้าเกียนอันเกง หรือ ศาลเจ้าแม่กวนอิม

สถาปัตยกรรมศาสนาพุทธนิกายมหายาน

ศาลเจ้าเกียนอันเกงนี้เคยเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ของชุมชนชาวจีนตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี  ซึ่งในสมัยนั้นมีอยู่สองศาล ศาลหนึ่งประดิษฐานเจ้าพ่อโจวซือกง ส่วนอีกศาลประดิษฐานเจ้าพ่อกวนอู เมื่อคนจีนย้ายไปอยู่ที่ฝั่งพระนครในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งสองศาลก็ถูกทอดทิ้งให้ทรุดโทรมลง ต่อเมื่อเจ้าพระยานิกรบดินทร (เจ้าสัวโต ต้นสกุลกัลยาณมิตร) ได้สร้างวัดกัลยาณมิตรขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2368 ในรัชกาลที่ 3 ชาวจีนจากมณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีน ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ สกุลตันติเวชกุล และ สกุล สิมะเสถียร ได้เดินทางมากราบไหว้ที่ศาลเจ้าทั้งสองนี้ เมื่อเห็ฯมีสภาพทรุดโทรมจึงร่วมกันรื้อศาลเจ้าทั้งสองแล้วสร้างศาลเจ้าใหม่ในที่เดิมเป็นศาลเดียว และได้เปลี่ยนองค์พระประธานเป็นเจ้าแม่กวนอิม และชื่อศาลเจ้าแห่งนี้ เป็นชื่อที่ใช้ติดต่อสืบมาจนปัจจุบันว่า “ศาลเจ้าเกียนอันเกง”

ศาลเจ้าเกียนอันเกงตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ฝั่งตรงข้ามกับปากคลองตลาด ระหว่างวัดกัลยาณมิตรวรวิหารและวัดซางตาครู้ส ศาลเจ้าเกียนอันเกง นับเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในฝั่งธนบุรี มีอายุมากกว่าร้อยปี ภายในศาลเจ้าประกอบด้วยสิ่งของล้ำค่าที่ได้รับการอนุรักษ์ทั้ง ไม้เครื่องแกะสลักที่มีความประณีตและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ภาพจิตรกรรมฝาผนัง และภายนอกศาลเจ้าที่มุงด้วยกระเบื้องโค้งตามแบบจีนแทจนในปี พ.ศ. 2551 ศาลเจ้าก็ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น  (ที่มา: ทัศนาสถาปัตย์ : ศาลเจ้าเกียนอันเกง, 2553: https://sites.google.com)

ศาลเจ้าเกียนอันเกง

มัสยิดบางหลวง

สถาปัตยกรรมศาสนาอิสลาม

มัสยิดบางหลวง

มัสยิดบางหลวง ตั้งอยู่ในบริเวณชุมชนกุฎีขาว เป็นมัสยิดทรงไทยที่มี อายุมากกว่า 238 ปี สภาพแวดล้อมภายในมัสยิดอยู่กันอย่างสงบร่มเย็นเรียบง่าย สภาพแวดล้อมทั่วไปเป็นมัสยิดสีขาวทรงไทยแห่งเดียวในโลก มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีลวดลายประดับตกแต่งตามศาสนาทั้ง 3 ซึ่งคงความหลากหลายทางมรดกวัฒนธรรมของ 3 ศาสนา 4 ความเชื่อ (พุทธเถรวาท พุทธมหายาน คริสต์ และมุสลิม) และอยู่ร่วมกันมาอย่างสันติสุขตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีจวบจนปัจจุบัน เป็นงานศิลปะไม่จำกัดสัญชาติ เป็นมัสยิดทรงไทยแห่งเดียวในโลกที่ตกแต่งด้วยงานศิลปะผสม 3 ชาติ ได้แก่ ไทย จีน และยุโรป มีอายุมากกว่า 200 ปี เป็นสถานที่ที่เป็นศูนย์รวมของจิตวิญญาณแห่งสัปปุรุษ สะท้อนให้เห็นศรัทธาตั้งมั่นแห่งพระผู้เป็นเจ้า นอกจากนี้ ภายในบริเวณด้านหน้าของมัสยิดบางหลวงจะเป็นสุสาน ปัจจุบันได้ถูกจัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวประเภท Unseen in Bangkok แห่งหนึ่งให้ผู้คนได้เที่ยวชม (ที่มา:https://www.lovethailand.org/travel/th/17html )

ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของมัสยิดบางหลวง ตัวอาคารมีการประยุกต์และเปลี่ยนแปลงพื้นที่ใช้สอยรวมถึงการประดับตกแต่งที่เหมาะสมและสอดคล้องกับท้องถิ่น “เป็นทรงไทยก่ออิฐถือปูนทั้งหลัง” มีหน้าบันหน้า-หลังประดับด้วยปูนปั้นลายศิลปะ 3 ชาติคือ
1. กรอบหน้าบัน (ศิลป์ไทย) เป็นเครื่องลำยอง ประดับห้ามลายไว้บนยอด ศิลปะไทย
2. ส่วนหน้าบัน (ศิลป์ฝรั่ง) เป็นปูนปั้นลายก้านแย่งใบฝรั่งเทศ ศิลปะฝรั่ง
3. ส่วนดอกไม้ (ศิลป์จีน) เป็นดอกเมาตาล ศิลปะจีน

ทั้งลายศิลปะ 3 ชาตินี้ ได้นำมาประดับที่กรอบประตูและหน้าต่างทุกบานของมัสยิด ในส่วนตัวอาคารที่เป็นปูน ทาสีขาวทั้งหมด ส่วนที่เป็นไม้จึงสีเขียว จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า“กุฎีขาว” สันนิษฐานว่าเริ่มสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (คาดว่าราวปี พ.ศ. 2328) ช่วงหลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน โดยการนำของ โต๊ะหยี ซึ่งเป็นพ่อค้าแขกชาวมุสลิมที่เดินทางมาประเทศไทย หลังจากนั้นมัสยิดบางหลวงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้ง สำหรับมัสยิดบางหลวง หลังปัจจุบันสันนิษฐานได้ว่าสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 เนื่องจากรูปแบบสถาปัตยกรรมคล้ายพระอุโบสถและพระวิหารทรงไทยซึ่งเป็นรูปแบบพระราชนิยมในสมัยนั้น โดยอาคารมีการประยุกต์และเปลี่ยนแปลงพื้นที่ใช้สอยรวมถึงการประดับตกแต่งที่เหมาะสมและสอดคล้องกับท้องถิ่น “เป็นทรงไทยก่ออิฐถือปูนขาวทั้งหลัง” มีหน้าบันหน้า-หลังประดับด้วยปูนปั้นลายศิลปะ 3 ชาติคือ ไทย จีน และยุโรป (ในส่วนนี้คือการออกแบบตัวอาคารของมัสยิด) โครงสร้างภายในสะอาด เรียบร้อยปราศจากรูปเคารพ