ชุมชนข้างทางรถไฟวงเวียนใหญ่

ชุมชนข้างทางรถไฟ วงเวียนใหญ่

ภาพประกอบ 1 : สำนักงานชุมชนข้างสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ประวัติความเป็นมาของชุมชน (ชื่อที่เป็นทางการ และชื่อที่ชาวบ้านเรียก)

ตั้งอยู่ในเขตธนบุรี ซึ่งเป็นชุมชนประเภทแออัด  ประกาศเป็นชุมชนที่จัดตั้งตามระเบียบกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2535 ซึ่งเป็นกลุ่มเขต 5 กลุ่มกรุงธนเหนือเป็นชุมชนที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี  สมัยก่อนเป็นสวนพลู  สวนหมาก  และมะพร้าว  ชาวบ้านมักจะใช้เรือในการสัญจรไปมา  ลักษณะบ้านจะเป็นเรือนไทยยกพื้นใต้ถุน แต่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

แต่ปัจจุบันจากที่มีสวนต่างๆ ก็เปลี่ยน เป็นบ้านเรือน และอาคารพาณิชย์หมดแล้ว เพราะเนื่องจากคนในชุมชนบางส่วนย้ายออกไปและก็แก่เฒ่า และมีคนจากที่อื่นย้ายเข้ามาอยู่และสร้างอาคารบ้านเรือน ส่วนคนเก่าแก่ของที่นี้ ส่วนใหญ่ จะมีอาชีพ หาเช้ากินค่ำ และค้าขาย เปิดร้านของชำ

ที่ตั้งและลักษณะทางกายภาพ

ชุมชนข้างทางรถไฟสถานีรถไฟ เป็นชุมชนขนาดกลาง ชุมชนค่อนข้างแออัด มีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 477 ครัวเรือน ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยบ้านเรือน และอาคารพาณิชย์ ตึกแถวเป็นส่วนใหญ่ จุดรวมตัวส่วนใหญ่จะอยู่ที่บ้านกรรมการหมู่บ้าน และจะเป็นมัสยิดสวนพลูซึ่งเป็นมัสยิดที่ใช่ร่วมกับกับชุมชนสวนพลู

อาณาเขตของชุมชน

ทิศเหนือ จรด ถนนอินทรพิทักษ์
ทิศใต้ จรด ชุมชนพัฒนาบ้านล่าง
ทิศตะวันออก จรด ทางรถไฟมหาชัย – วงเวียนใหญ่
ทิศตะวันตก จรด ถนนเทอดไท

ภาพประกอบ 4 : แผนที่ชุมชนข้างสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่
เมื่อวันที่ 4/3/61
ที่มาของภาพ : กองสารสนเทศภูมิศาสตร์สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล

ภาพประกอบ 2 : ร้านขายของชำเก่าแก่ภายในชุมชน
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 3 : บรรยากาศภายในชุมชนส่วนใหญ่เป็นตึกแถวและค่อนข้างแออัด
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 5 : คุณลุงสุรพงษ์ พิบูลย์ศิริ ผู้ให้สัมภาษณ์
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ผู้ดูแลชุมชน หัวหน้าชุมชน

ชื่อ นายสุรพงษ์ นามสกุล พิบูลย์ศิริ
ภูมิลำเนาเดิม บ้านเลขที่ 159 ถนน ริมทางรถไฟ ซอย เทอดไท 9 ตำบล บางยี่เรือ อำเภอ ธนบุรี จังหวัด กรุงเทพมหานคร
อาศัยในชุมชนนี้เป็นระยะเวลา 63 ปี

ลักษณะประชากร

มีประชากรชายจำนวน 1,116 คน และประชากรหญิงจำนวน 1,147 คน รวมเป็น 2,263 คน ชุมชนข้างสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ มีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 477 ครัวเรือน โดยมีบ้านจำนวน 400 หลัง ชุมชนข้างสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่

วิถีชีวิตรอบสัปดาห์ (การทำบุญวันพระ ฯลฯ)

ประชาชนที่นับถืออิสลามก็จะเข้ามัสยิดมักจะเป็นวันศุกร์ เพราะวันศุกร์ของทางศาสนาอิสลามจะเป็นวันละหมาดใหญ่มัสยิดใกล้เคียงของทางชุมชน มัสยิดสวนพลู ในอีกส่วนประชาชนที่นับถือพุทธก็จะเข้าวัดทำบุญตามปกติ วัดที่ใกล้เคียง วัดเวฬุราชิน

ภาพประกอบ 6 : การประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลามคืองานวิวาห์
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 7 : การฉีดควันไล่ยุงภายในชุมชน
เมื่อวันที่ 6/3/61
ที่มาของภาพ Page Facebook ชุมชนข้างสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่

วิถีชีวิตรอบเดือน (ประชุมรายเดือน,การพัฒนาหมู่บ้าน ฯลฯ)

ในทุกเดือนจะมีการประชุมรายเดือน ระหว่างกรรมการชุมชนกับสำนักงานเขตเพื่อมีการพูดคุยเรื่องงบภายในชุมชนหรือจะเรื่องระบบสวัสดิการภายในชุมชน มีกิจกรรมทำความสะอาดรายเดือนประมาณ 2-3 ครั้งต่อเดือนเพื่อความสะอาดในชุมชน มีฉีดไล่ยุงเพื่อให้ชุมชนปลอดยุงและภาหะเชื้อของยุง

วิถีชีวิตรอบปี (ประเพณี วัฒนธรรม ฯลฯ) งานประเพณีในแต่ละรอบเดือน เช่น

ในทุกปีจะมีการทำบุญตามศาสนา คือ กรรมการหมู่บ้าน แบ่ง 1. ชุด คือ 1 กรรมการไทย-พุทธ 2.กรรมการไทย-อิสลามเป็นแกนนำพาไปทำกิจกรรมทางศาสนา การทำกิจกรรมศาสนาในรอบปี ชาวพุทธก็เช่นวันสำคัญทางศาสนาวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา ส่วนชาวมุสลิมจะมีเช่น วันอีด วันอีดิลฟิตร วันอีดิลอัฏฮา วันขึ้นปีใหม่ และยังมีกิจกรรมมหกรรมถนนคนเดินเป็นงานเที่ยว ชิม ช็อปและอาหารสินค้าต่างๆในชุมชน มีกิจกรรมวันรวมน้ำใจเพื่อชุมชนเพื่อหารายได้ให้ใช้ในกิจกรรมชุมชน มีกิจกรรมงานวันสานสายใยร้อยใจชาวชุมชนเป็นกิจกรรมที่ทำให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมได้พุดคุยด้วยกันมากขึ้นกิจกรรมจะจัดขึ้นทุกปี เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนมีส่วนร่วมกันนั่นเอง

ภาพประกอบ 8 : มหกรรมถนนคนเดิน ครั้งที่  9
เมื่อวันที่ 9/9/60
ที่มาของภาพ Page Facebook ชุมชนข้างสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่

ภาพประกอบ 9 : บรรยากาศมหกรรมถนนคนเดิน ครั้งที่ 9
เมื่อวันที่ 9/9/60
ที่มาของภาพ Page Facebook ชุมชนข้างสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่

ภาพประกอบ 10 : วันรวมน้ำใจเพื่อชุมชน
เมื่อวันที่ 24/2/61
ที่มาของภาพ Page Facebook ชุมชนข้างสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่

ภาพประกอบ 11 : บรรยากาศกิจกรรมวันรวมน้ำใจเพื่อชุมชน
เมื่อวันที่ 24/2/61
ที่มาของภาพ Page Facebook ชุมชนข้างสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่

ภาพประกอบ 12  : ศูนย์ศึกษาซุนนะห์ สวนพลู
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 13 : บรรยากาศโรงเรียนสอนศาสนา ศูนย์ศึกษาซุนนะห์ สวนพลู
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

สถานที่สำคัญทางเศรษฐกิจ

สถานที่สำคัญทางเศรษฐกิจของชุมชนข้างสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ ได้แก่ ตลาดเลียบทางรถไฟวงเวียนใหญ่ และถนนคนเดินที่จัดทุกๆ เดือน เดือนละ 1 ครั้ง โดยให้คนในชุมชนนำของออกมาขายสร้างรายได้ พอหักค่าใช้จ่ายแล้วก็จะนำมาพัฒนาชุมชนต่อไป

สิ่งอำนวยความสะดวก
สิ่งอำนวยความสะดวกของชุมชนข้างสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ ซึ่งมีถนนสาธารณะ คือ ถนนเทอดไทย 3 – 9 มีไฟในการส่องแสงสว่างแก่ชุมชน 60 ดวง ภายในชุมชนก็มีกล้อง CCTV 20 ตัวเพื่อรักษาความปลอดภัยในชุมชน มีศาลาประชุม 2 แห่ง ในการจัดประชุมในชุมชน และ โรงเรียนสอนศาสนา ในการให้การศึกษาแก่เยาวชนในชุมชน

สถานบริการ

ภายในชุมชนข้างสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่มีสถานบริการซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีร้านอาหารจำนวนมาก เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านกาแฟ ร้านขนม ร้านขายของชำ และ ร้านขายเสื้อผ้า

ภาพประกอบ 14 : ร้านขายก๋วยเตี๋ยวในชุมชน
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 15 : ร้านขายเสื้อผ้า
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 16 : ร้านขายกาแฟ
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 17 : ร้านขายกาแฟ
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 18 : ร้านขายข้าวเหนียวมะม่วง
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 19 : ร้านขายข้าวเหนียวมะม่วง
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 20 : คุณมาฮีนาเจ้าของร้านขนมบดิน
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 21 : ขนมบดิน
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภูมิปัญญาชุมชน

ภูมิปัญญาของชุมชนข้างสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ คือ การทำขนมบดิน ซึ่งเป็นขนมเก่าแก่ของชุมชน เป็นขนมโบราณของชาวมุสลิมที่เป็นมรดกที่ตกทอดกันมายาวนาน ขนมนี้ส่วนใหญ่พบเห็นใช้กันในเทศกาลงานบุญ และงานมงคลของชาวมุสลิม โดยหน้าตาขนมนั้นเหมือนกับบัตเตอร์เค้ก ซึ่งมีรสชาติหวานนำ แต่มีความมันของเนยเป็นหลัก เนื้อขนมนี้จะแน่น และมีน้ำหนักมาก เวลารับประทานจะอิ่มนาน ยิ่งหากรับประทานกับเครื่องดื่มต่างๆจะอร่อยมาก เจ้าของร้าน คือคุณมาฮีนา ยกยอคุณ ชื่อร้าน มารียะห์เบเกอรี่ (ร้านขนมต้นตำรับ) ซอยเทอดไท 9 และจุดเด่นของร้านนี้ คือ เนย BBQ ที่สั่งตรงมาจากประเทศออสเตรเลีย สามารถติดต่อได้ที่ เบอร์ 086-057-7550

ประวัติขนมบดิน

ขนมบดินนั้นเป็นเค้กสูตรโบราณตระกูลเค้กเนย ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของชาวมุสลิมภาคกลาง มีต้นกำเนิดในแถบ ชุมชนมุสลิมซอยสวนพลู หน้าตาขนมคล้ายๆ กับขนมไข่ชื่อ “ขนมกุฎิจีน” แต่รสชาติต่างกัน ขนมบดินจะมีรสชาติแบบเค้กที่หอมกลิ่นนมข้นหวานและกลิ่นเนย และเป็นขนมที่ไม่ใช้สารเสริมใดๆ ทั้งสิ้นการฟูของขนมเกิดจากการหมักแป้งหลายชั่วโมง

“ขนมบดิน” มีต้นตำรับมาจากชาวโปรตุเกสที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแตกประมาณ 200 ปี มาแล้ว ในระยะแรก ๆ เป็นการทำเพื่อใช้เลี้ยงแขกบ้านแขกเมืองที่มาพบปะสังสรรค์กันซึ่งปัจจุบันขนมบดิน เป็นขนมโบราณของชาวมุสลิม ซึ่งมักใช้กันในเทศกาลงานบุญและงานมงคลของชาวมุสลิม

โดยร้านขนมบดินที่มีชื่อเสียงในชุมชนซึ่งมีอยู่ 2 ร้าน คือร้านบ้านขนมบดิน ฮัจยะห์ยุพิน (ป้าเล็ก) มัสยิตสวนพลู และ ร้านมารียะห์เบเกอรี่

ร้านบ้านขนมบดิน ฮัจยะห์ยุพิน (ป้าเล็ก) มัสยิตสวนพลู เป็นต้นตำรับความอร่อยกว่า 30 ปี ประวัติของร้านบ้านขนมบดิน เริ่มจากการทำแจกเพื่อนบ้านในเทศกาลงานบุญ หรือเทศกาลเฉลิมฉลองวันอีดทั้งสองของชาวมุสลิม โดยทำกันในครอบครัวต่อมาได้มีการจำหน่ายกลายเป็นธุรกิจครอบครัว

ฮัจยะห์ยุพิน น้อยปลา หรือเป็นที่รู้จักในนาม “ป้าเล็ก” วัย 67 ปี ได้เริ่มทำขายในชุมชนมัสยิดสวนพลูและชุมชนใกล้เคียง เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว จนเป็นที่รู้จักและได้รับคัดเลือกให้เป็นขนม 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ป้าเล็กและลูกๆ ได้ทำการพัฒนาปรับปรุงรูปแบบขนมให้มีหลากหลายรูปแบบ และใช้หีบห่อที่สวยงาม เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย ป้าเล็ก เล่าว่า “ขนมบดินมีตั้งแต่เราโตขึ้นมาก็เห็นขนมแล้วรุ่นผู้ใหญ่เขาทำญาติพี่น้องลุงป้าน้าอาทำกันมาหลายสิบปี เราก็ช่วยเขาทำเวลามีงานบุญ งานแต่ง วันอีดต่างๆ ผู้ใหญ่เขาจะทำขนมบดินขึ้นมา เราเป็นรุ่นที่สองแล้ว ช่วงแรกทำอยู่ในบ้านยังไม่มีหน้าร้าน มีคนมาสั่งซื้อ สั่งทำบุญ พอได้รับเลือกให้เป็นขนม 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ เราจึงทำเป็นหน้าร้านที่บ้าน ทำให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น มีรายการทีวีต่างๆ มาถ่ายทำ

ภาพประกอบ 22 : ขนมบดิน
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 23 : สภาพแหล่งน้ำคูคลองในชุมชน
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 24 : มัสยิดสวนพลู
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 24/2/61

ภาพประกอบ 25 : มัสยิดสวนพลู
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 24/2/61

แหล่งทรัพยากร

ภายในบริเวณชุมชนข้างสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ค่อนข้างที่จะเป็นชุมชนที่แออัด เพราะมีบ้านเรือนหลายหลังและมีประชากรที่ค่อนข้างหนาแน่ จึงทำให้สภาพอากาศค่อนข้างร้อนและไม่ถ่ายเท

ในส่วนของสภาพแม่น้ำ และคลองนั้น ภายในชุมชนมีคลองสุเหร่าสวนพลูที่ในสมัยก่อนชาวบ้านในชุมชนมักจะใช้คลองสายนี้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาหาสู่ซึ่งกันและกัน มีการค้าขายสินค้าในเรือ เป็นต้น

ด้านโบราณสถาน คือ มัสยิดสวนพลู โดยที่มัสยิดนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นที่ของชุมชนข้างสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่แต่เป็นมัสยิดที่ใช้ร่วมกันกับชุมชนที่อยู่รอบข้าง โดยคนในชุมชนที่นับถือศาสนาอิสลามมักจะมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนากันที่มัสยิดนี้ เช่น การละมาด พิธีแต่งงาน เป็นต้น โดยมัสยิดสวนพลูนั้นตั้งอยู่ริมทางรถไฟสายวงเวียนใหญ่-มหาชัย หากเดินทางมาจะอยู่ ซอยเทอดไท 11 ถนนเทอดไท ฝั่งตรงข้ามสำนักงานเขตธนบุรี สาเหตุที่มีชื่อว่า สวนพลู เนื่องจากในอดีตพื้นที่บริเวณนี้กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นสวนที่ปลูกต้นพลู เพื่อบริโภคและส่งขาย จนกระทั้งถึงยุคที่มีคำสั่งห้ามคนไทยกินหมาก ทำให้การปลูกพลูต้องเลิกไป มุสลิมในบริเวณมัสยิดสวนพลู ประกอบด้วยมุสลิมเชื้อชาติไทยแต่ดั่งเดิม และเชื้อสายมลายูจากอยุธยา ซึ่งคงอพยพมาตั้งแต่สมัยกรุงแตก เชื้อสายมลายูที่ถูกกวาดต้อนมาจากอาณาจักรปัตตานี และมุสลิมจากอินเดียเข้ามาตั้งถิ่นฐานในชุมชนนี้ด้วยเช่นกัน

เมื่อปี พ.ศ. 2329 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ส่งกองทัพอันเกรียงไกรของพระองค์ลงไปตีเมืองปัตตานีในสมัยนั้น ซึ่งเป็นหัวเมืองเอกทางใต้ก่อนถึงแหลมมาลายู ประเทศมาเลเซียบางรัฐซึ่งประชาชนไทยรู้จักในขณะนั้นคือ รัฐปะลิศ กลันตัน ตรังกานู และไทรบุรี การตีเมืองตานีในครั้งนั้นอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ หรือบรรพบุรุษของชาวไทยอิสลามรู้จักในนาม “ดาโต๊ะสมเด็จ” ครั้งกระนั้นกองทัพของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ได้กวาดต้อนและรวบรวมชาวตานีมายังกรุงเทพด้วย และผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นนายกองควบคุมชาวตานีในครั้งนั้นคือ “ตนกูมะหมุด” ซึ่งเป็นชาวไทรบุรี และชาวตานีที่ถูกกวาดต้อนมา ทางการได้จัดที่พักเป็นสัดส่วนหลายแห่ง โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ และธนบุรี ที่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดมีอยู่ดังนี้ บริเวณสุเหร่าเก่าสวนหลวง บ้านไทร (อาณาบริเวณคลองตัน) มหานาค บ้านสมเด็จ และคลองบางหลวง ส่วนที่ว่าบางหลวงนั้น ก็คือตลอดแนวทางปากคลอง จนถึงบริเวณวัดใหม่ทองคุ้ง (บ้านสวนพลู)

ในปัจจุบันและเป็นที่ตั้งของมัสยิดสวนพลูในขณะนี้ “มัสยิดสวนพลู” แต่เดิมเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว เวลาที่ปลูกสร้างไม่แน่ชัด มีลักษณะเป็นรูปทรงแบบทรงแบบเรือนไทย (ปั้นหยา) ขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 8 เมตร มีโดมเสาปัง (หอกลอง) เป็นไม้เช่นกัน จนถึงปี พ.ศ.2379 นายฮัจยีโต๊ะชางอ (ชาย) ซึ่งเป็นอิหม่ามอันดับแรกและเป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างตัวอาคารแบบไทย (กะฎี) ก่ออิฐถือปูน ซึ่งชาวบ้าน (สัปบุรุษ) ในสมัยนั้นเรียกว่า สุเหร่า หรือ กุฏี (เพราะมีรูปร่างเหมือนกะฎีหรือวิหารทางพุทธศาสนา) ซึ่งลักษณะเช่นนี้ยังมีให้คนรุ่นหลังได้เห็นอีกแห่งเดียวคือ มัสยิดบางหลวง หรือ กุฏีขาว ริมคลอง บางหลวงในปัจจุบัน แต่เดิมตัวอาคารที่ก่ออิฐถือปูนมีลักษณะเป็นรูปทรงปั้นหยาเช่นเดียวกับอาคารไม้เดิม ตรงกลางอาคารมีเสากลางเพื่อรับน้ำหนักโครงหลังคา ที่มุงด้วยกระเบื้องโบราณ มีความกว้าง 8 เมตร ยาว 12 เมตร เมื่อ พ.ศ. 2446 จำนวนสัปบุรุษเพิ่มมากขึ้น คณะบริหาร (ทรัสดี) ในยุคนั้นได้ซ่อมแซมปรับปรุงตัวอาคารนี้ด้วยการขยายประตูทางเข้าออกมาอีก รวมความยาวของตัวอาคารเป็น 16 เมตร แต่ความกว้างยังคมเดิมคือ 8 เมตร และได้เปลี่ยนโครงหลังคาใหม่ ใช้กระเบื้องสี่เหลี่ยมขนาด 8×8 นิ้ว

ในปัจจุบันยังคงใช้บางอาคารอยู่บ้าง และได้รื้อเสากลางออก ทำซุ้มประตูหน้าต่างเป็นลวดลายไม้ฉลุแบบไทยทั้งหมด รวมทั้งศิลปะเป็นไปตามแบบไทยทุกประการ มัสยิดสวนพลูคือชื่อที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต่อทางราชการเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2491 ก่อนหน้านั้นเป็นที่รู้จักกันในหมู่ทั่วไปว่า “บ้านสวน” เนื่องจากเป็นมัสยิดที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในกรุงธนบุรี มีประวัติความเป็นมาย้อนหลังประมาณ 180 ปี ต่อมา เมื่อมัสยิดได้จดทะเบียนและมีคณะกรรมการบริหาร ตาม พ.ร.บ. มัสยิดอิสลามแล้ว โดยการนำของท่านอิหม่าม ฮัจจีอับดุจฮามิด จุลธีระ ได้ต่อเติมอาคารด้านตะวันออกไปอีก 8 เมตร แต่ยังคงรักษารูปแบบของตัวอาคารเดิมไว้ทุกประการ และได้ปรับปรุงตัวบาแล (เรือนไม้)ซึ่งมีอยู่ต่อจากตัวอาคารมัสยิด ด้วยการปรับพื้นลดลงทำแนวต่อเนื่องไปกับตัวอาคารมัสยิด ประมาณ 24 เมตร เมื่อเวลาผ่านไป ความทรุดโทรมและคับแคบ เนื่องจากสัปบุรุษเพิ่มทวีขึ้นเป็นจำนวนมาก ในระยะหลัง ๆ คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดได้ประชุมร่วมกับสัปบุรุษ และยุวมุสลิม สวนพลู มีความเห็นพ้องต้องกันว่า ต้องรื้อตัวอาคารเดิมออกทั้งหมด และวางโครงการก่อสร้างมัสยิดหลังใหม่ ซึ่งขณะนี้ได้มีทุนดำเนินการอยู่ 280,000 บาท ซึ่งบริจาคโดย ฮัจยะฮ์เนาะ ยกยอคุณ และเมื่อว่างโครงการดำเนินงานแล้วได้มีผู้มีจิตศรัทธา (สัปบุรุษ) และมุสลิมท้องถิ่นอื่นๆ สนับสนุนการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ ดังปรากฏในปัจจุบันซึ่งใช้ทุนดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จเฉพาะอาคารเป็นเงินทั้งส้น 1,040,552 บาท และได้เสริมสร้างปรับปรุงเสาบัง (หอกลอง) ซึ่งของเดิมชำรุดให้เป็นรูปแบบตามศิลปะเข้ากับตัวอาคารหลังใหม่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่มองดูเด่นเป็นตระหง่านประจำมัสยิด หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดประจำหมู่บ้านสวนพลู และได้มีการปรับปรุงอีกหลายจุดภายในมัสยิด และได้ทำพิธีเปิดเฉลิมฉลองอาคารมัสยิดสวนพลูหลังใหม่วันที่ 6 ธันวาคม 2518

ประมวลภาพกิจกรรม

ภาพประกอบ 26 : ถ่ายกับผู้นำชุมชนชื่อคุณสุรพงษ์
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 24/2/61

ภาพประกอบ 27 : ถ่ายกับผู้นำชุมชนชื่อคุณสุรพงษ์
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 24/2/61

ภาพประกอบ 28 : สัมภาษณ์ผู้นำชุมชน
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 29 : ถ่ายกับเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่มัสยิดสวนพลู
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 30 : เดินสำรวจชุมชน
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 31 : เดินสำรวจชุมชน
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพบรรยากาศภายในชุมชน

ภาพประกอบ 32 : กลุ่มผู้คนสูงอายุ
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 33 : ผู้คนในงานแต่งงาน
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 34 : เด็กในชุมชน
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 35 : เด็กในชุมชน
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 36 : เด็กในชุมชน
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61

ภาพประกอบ 37 : คนในชุมชนประกอบอาชีพ
ภาพถ่ายจริง : เมื่อวันที่ 4/3/61